วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ไดอารี่สีดำ8


พอใกล้เวลานัดหมาย
เราก็รีบจัดแจงแต่งตัวตามสไตล์
เพียงแต่วันนี้อากาศหนาว
เสื้อเชิ้ตแขนยาวที่เคยพับครึ่งแขน
ก็ถูกปล่อยลงมาและปิดกระดุมจนเรียบร้อยทุกเม็ด
แล้วมุ่งหน้าไปที่ประตูทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัยตามนัด
ไม่นาน ก็เห็นร่างสาวน้อยเดินออกมาท่ามกลางหลอดไฟแสงจันทร์ส่องทาง
ริญทิวอยูนี่ เราร้องเรียก
ริญสวมกางเกงยีนขายาว
เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีเขียวตองอ่อน
สวมหมวกแก๊ปสีดำ มองดูคล่องแคล่วดี
เรานั่งสามล้อเข้าไปดีกว่าริญ เราบอกเธอ
ว่าแล้วเราก็เรียกสามล้อปั่นมาคันหนึ่ง
ริญขึ้นไปก่อนเราก็ก้าวขึ้นตาม
ที่นั่งของรถสามล้อ
ก็ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางอะไร
พอที่จะนั่งได้คนเดียวสบายๆคนนึงเท่านั้น
พอเรานั่งสองคน
ก็ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน เบียดกัน
ไออุ่นๆของร่างกายเธอและเรา
ก็ไหลเข้าประสานกัน

ไม่นานก็มาถึงหน้างาน
แสงสีไฟที่ประดับประดาตกแต่ง
ตระการตาสว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน
เสียงเครื่องไฟ เสียงโฆษกจากเวทีและหน่วยงานต่างๆ
ต่างแข่งขันกันป่าวประกาศ
ดังกระหึ่มไปทั้งงาน

เราถามริญว่า
เราจะเริ่มต้นที่ตรงไหนก่อนดีล่ะริญ
ไปดูหนังกลางแปลง
ดูหมอลำ ดูดนตรีนักร้องลูกทุ่ง
ดูคณะตลก เชิญริญตามสบายเลย

ริญว่าตอนนี้มันหัวค่ำอยู่
การแสดงต่างๆก็เพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเอง
เราไปซื้อลูกชิ้นย่าง
เข้าไปนั่งที่ม้านั่งในสวนรัชดาก่อนดีกว่า ริญบอก
ก็ได้ตามใจริญนะ

เราซื้อลูกชิ้นย่างสองไม้
ข้าวโพดคั่วถุงนึง
น้ำอีกคนละแก้ว

เราสองคนเดินไปหาที่นั่งภายในสวนรัชดานุสรณ์
ซึ่งก็มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง
พอนั่งลง
ริญก็ส่งลูกชิ้นย่างให้เราไม้นึง
เราสองคนก็กินไปคุยกันไปสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาวคนรักกัน

สมควรแก่เวลา
เราก็ลุกขึ้นเดินชมงานรอบๆ
ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยตามประสา
จนมาหยุดอยู่ที่ 
บริเวณฉายหนังกลางแปลง

ทีแรกเราก็ยังยืนดู
แต่พอดูไปซักพัก
ริญก็บอก
ทิวเรานั่งดูหนังตรงนี้ดีกว่า
ริญชอบหนังเรื่องนี้

ว่าแล้วเราสองคนก็นั่งลงดูหนัง
อากาศก็เริ่มเย็นลงไปพร้อมกับเวลาที่เริ่มดึกขึ้นไปเรื่อย
สายลมหนาวโบกโบยพัดผิวกายจนเย็นเยือก
ก็ยิ่งทำให้ผิวกายสองเราเริ่มขยับเข้าใกล้กัน
โดยไม่รู้ตัว
กายใกล้กาย
ยิ่งทำให้หัวใจเราใกล้ชิดกัน
จนไม่หลงเหลือความเขินอายอีกต่อไป
เราสองจับกุมมือ
เธอซบไหล่บ้าง หนุนตักบ้าง
ตาก็ดูหนังไป
ส่วนไฟรักและพลังงานในร่างกาย
มันก็ทำหน้าทีเชื่อมต่อประสานสัมพันธ์
มอบไอรักไออุ่น ให้แก่กันและกันอยู่อย่างไม่ขาดสาย

เราดูจนหนังจบเรื่อง
ก็ได้เวลาที่ริญรับปากกับพ่อแม่ว่าจะกลับไม่เกินสี่ทุ่ม
เราสองคนลุกขึ้นเดินจูงมือกัน
เดินเบียดผู้คนออกมานอกงาน
และเดินคุยกันตามประสาหนุ่มสาว
จนออกมาถึงคิวรถ
เราก็เรียกสามล้อปั่นอีกเช่นเดิม
เพื่อกลับไปส่งริญที่บ้านก่อน
อุณหภูมิภายนอกงานมันหนาวเย็นกว่าข้างในงานมากมายอย่างเห็นได้ชัด
เรานั่งสามล้อมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย
ริญบอกให้สามล้อจอดตรงนี้

ทำไมไม่เข้าไปส่งที่บ้านล่ะริญ เราถามเธอ
ริญบอกว่า 
ริญอยากไปนั่งตรงที่เราเคยนั่งคุยกันใต้ต้นสนริมบึงสีฐานสักพัก
ได้ไหมทิว เธอถาม
ตามใจริญสิ เราตอบเธอ
แล้วเราสองก็เกี่ยวก้อยร้อยแขน
เดินตรงไปที่รังรักของเรา

อากาศหนาวเย็น
เวลาก็คงสีทุ่มเข้าไปแล้ว
คู่รักหนุ่มสาวกำลังหลบมุม
มานั่งพลอดรักด้วยกันเพียงลำพังสองต่อสอง
ที่ใต้ต้นสนคู่ริมบึงสีฐาน ท่ามกลางอากาศที่ชั่งเป็นใจ
ส่วนผู้คนมากมายก็ต่างหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวงานกันหมด
จนทำให้บรรยากาศละแวกนี้เงียบไปสนิทใจ
จนเราได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ
เข้าออกเข้าออกไม่เป็นจังหวะ
นี่เป็นอีกช่วงเวลา ที่เราอยากหยุดมันเอาไว้
หยุดทุกสิ่งทุกอย่างในค่ำคืนวันนี้ให้มันอยู่กับเราตลอดไป
นี่เป็นค่ำคืนที่สองเรามีความสุขที่สุด
ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันแทบจะเป็นคนๆเดียวกัน
และยาวนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง
ใครบ้างที่อยากจะให้เวลาแห่งความสุขอย่างนี้ผ่านไปจากชีวิตของเรา



นี่คือภาพบรรยากาศของหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่นประตูทางเข้าฝั่งบึงสีฐาน
ที่ซึ่งก่อเกิดความรักของเรา วริญญา และ ทิว อดีตรักของเราที่แสนหวานมันถูกฝังอยูตรงนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น