วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิว ทิวทัศน์ ภาพสวยงาม ภาพธรรมชาติ บรรยากาศริมคลอง ยามเย็น ชีวิตง่ายๆ สายลม แสงแดด รับลม ผ่อนคลาย

แน่วแน่

แม้ชีวิต  ไม่เคย ได้ติดดาว
แต่น้องสาว  เธอเชื่อ ใจพี่ไหม
ว่าตัวพี่ ติดดิน  ยิ่งกว่าใคร
เพราะยากไร้  ต้อยต่ำ ช้ำจนชา
เกิดมาจน  ทนดู คนเขาหมิ่น
เขาติฉิน เจ็บช้ำ จนแสนสา
จนหัวใจ ของฉัน  มันด้านชา
ถูกตราหน้า ถูกหมิ่น สิ้นคนมอง
ใจพี่ก้อง นี่ยัง คงหายใจ
ไม่เป็นไร  แม้ใจ  จะเศร้าหมอง
ไม่เป็นไร  แม้ไร้ ซึ่งเงินทอง
แต่หัวใจ พี่ก้อง แสนงดงาม
คงจะมี รจนา มามองเห็น
เลือกเป็นคู่  เนื้อเย็น ไม่มองข้าม
หวังว่าเธอ จะเห็น หัวใจงาม
ที่ซ่อนไว้ อยู่ท่าม ความยากจน
ขอซักคน เถิดคน  ที่จริงใจ
จะพลีใจ มอบให้  ไม่สับสน
ขอซักนาง  ที่เธอ ไม่กลัวจน
จะอดทน ฟันฝ่า พาเธอเดิน
จะก้าวข้าม  นที สีทันดอน
จะก้าวข้าม  สิงขร ไม่อายเขิน
จะฝ่าฟัน  อุปสรรค  ทั่วแนวเนิน
ไม่ไกลเกิน  หากเธอ นั้นมีใจ
อยู่กระท่อม  กลางเขา  ลำเนาป่า
ก็ใช่ว่า จะหา  สุขไม่ได้
อยู่กระท่อม  กลางเขา ลำเนาไพร
ก็สุขใจ  หากใจ เรารักกัน
มีบ้างไหม สาวใด ที่รักจริง
ที่ก้าวข้าม  ทุกสิ่ง ใจคงมั่น
ฉันขอแค่ ให้ใจ  เรามีกัน
อุปสรรค สำคัญ ก็คือใจ

































หาสิ่งใด ได้สิ่งนั้น ปรัชญาชีวิต แง่คิด มุมมอง คำคมกรรมดี กรรมชั่ว ความดี คนดี สามีดี ภรรยาที่ดี ครอบครัวอบอุ่น ชีวิตคู่



คนเราแต่ละคนมีปลายทางชีวิตที่แตกต่างกัน
ความฝันจะชักนำให้เราเดินสู่ทางเส้นนั้นเอง
ขึ้นอยู่กับว่าเราฝันสิ่งใด จากนั้นเราก็จะเดินเข้าสู่เป้าหมาย
ส่วนจะถึงเป้าหมายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถของแต่ละคน

บางคนมุ่งมั่นสู่เป้าหมายนั้นด้วยความรู้ความสามารถ
บางคนทอดกายเป็นสะพาน ให้ตัวเองได้มาซึ่งสิ่งนั้น
โดยไม่แคร์สายตาใคร หรือศิลธรรม จรรยาใดๆก็มี

คนเราหาสิ่งใดก็มักจะได้สิ่งนั้น เช่น
หาการศึกษา หาความรู้ เราก็จะได้มีการศึกษา มีความรู้ในที่สุด

หาเรื่อง ก็จะได้แต่เรื่อง วุ่นวายไม่รู้จบรู้สิ้น
หาคุกก็จะได้คุก
หาเพื่อนดีก็จะได้เพื่อนดี หาเพื่อนกินก็จพได้เพื่อนกิน
หาเพื่อนเลวก็จะได้เพื่อนเลว
หามิตรแท้ก็จะได้มิตรแท้
หารักแท้ก็จะได้รักแท้
หาความเสื่อมให้ตนเองก็จะได้ความเสื่อม
หาหนี้ก็จะได้หนี้
หาความเจริญก้าวหน้าก็จะได้ความเจริญก้าวหน้า
หาศัตรูก็จะได้ศัตรู

คิดง่ายๆเราปลูกสิ่งใดก็ย่อมได้สิ่งนั้น มันเป็นสัจจธรรม เป็นจริง เป็นนิรันดร์

ถ้าเรายกตีนใส่เขา เขาก็ต้องยกตีนใส่เรา
ถ้าเรายกมีดใส่เขา เขาย่อมยกมีดใส่เราเช่นกัน
ถ้าเราหันปืนใส่เขา ก็ก็หันปืนใสเรา 
ถ้าเรายกมือไหว้เขา เขาก็ยกมือไหว้เราตอบด้วย

นี่คือหลักความจริง มันเป็นอมตะเป็น นิรันดร ที่ใครต้องการสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
 และผลที่ตามมามันก็ย่อมไม่แตกต่างจากนั้น

คนเรานิสัยเช่นไร ก็จะคบคนเช่นนั้น
เหมือนน้ำ ก็จะไหลไปหาน้ำ
น้ำมันก็จะไหลไปรวมกับน้ำมันเช่นกัน

ไม่มีทางที่น้ำกับน้ำมันจะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันได้

สันดานคนก็เช่นนี้ คนเช่นใด ก็คบคนเช่นนั้น

ดังนั้นแรงผลักที่สำคัญที่ทำให้เราเดินไปสู่เป้าหมายแห่งฝันคือ สันดานนี่เอง

คนสันดานเสีย ก็มีเป้าหมายไปที่เสีย แล้วก็พาตัวเองเดินไปตามเป้าหมายนั้นตามที่สันดานมันอยากไป
คนสันดานดี ก็จะตั้งเป้าหมายไว้ทางดี แล้วก็เดินทางสู่ฝันนั้นด้วยสันดานที่ดีผลักพาไป เช่นกัน



ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ มันจึงเป็นสันดาน หรือจิตใต้สำนึกเราเท่านั้นที่สร้างแรงผลัก แรงบันดารใจ ออกมา
แล้วมันก็พาตัวเราไปในเส้นทางต่างๆ

หลายๆครั้งเรามานั่งทอดอาลัย โทษฟ้าโทษดิน โทษพ่อ โทษแม่ ว่า ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้

แต่ไม่เคยโทษตัวเอง พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาจนโต ก็บุญคุณล้นฟ้า พ่อแม่ให้กำเนิดเรามา ตายกี่ชาติก็ชดใช้ไม่หมด เรายังจะร้องขอเอาอะไรจากพ่อแม่อีกเล่า

ทำไมเราไม่ถามตนเองว่า เรา ให้อะไรกับพ่อแม่ เพื่อเป็นการตอบสนองบุญคุณนั้นคืนไปบ้าง
ทำไมเราไม่ถามตนเองว่า กี่ครั้งแล้วที่เราทำให้พ่อแม่เจ็บปวด ผิดหวัง เสียน้ำตาเพราะลูกเลวๆอย่างเรา
กี่ครั้งแล้วที่เรา ทำผิดซ้ำซากทั้งที่พ่อแม่ร้องเตือน และก็ให้อภัยแล้วให้อภัยอีก

ทำไมเราไม่ถามว่า เราให้อะไรกับตนเองบ้าง ในสิ่งที่เราโทษคนอื่นนั้น เราเคบทำให้ตนเองบ้างไหม

เรากล่าวหาว่าพ่อแม่ไม่ส่งเราเรียนหนังสือ พอเรามีงานทำสามารถส่งตัวเองได้ เราได้ทำสิ่งนั้นหรือไม่
เรากล่าวหาว่าพ่อแม่กินแต่เหล้า เมาแต่ยา แต่เราก็ทำเช่นเดียวกับที่เราด่าว่าพ่อแม่

เรากล่าวหาว่าทำไมเราไม่ก้าวหน้า เราโทษสังคม โทษสารพัด แต่ไม่โทษตัวเอง ว่าตัวเองหยิบยื่นสิ่งดีๆให้กับตนเองบ้างหรือไม่ ตลอดชีวิต มีแค่ การพนัน ม้า มวย หวย บอล และก็เหล้า

แล้วมึงจะเอาอะไรกับชีวิต ถ้ามึงประพฤติเช่นนั้น มึงจะโทษคนอื่นเพื่ออะไร เพื่อให้ตนเองดีขึ้นหรือไร



  • ถ้าเราไม่เคยให้เกียรติตนเอง ก็อย่าหวังจะให้คนอื่นมาให้เกียรติ เพราะเราเองยังไม่เคยทำสิ่งนั้น
  • ถ้าเราไม่เคยให้โอกาสกับตนเองก็อย่าเสียเวลาไปร้องขอโอกาสจากคนอื่นอีกเลย
  • ถ้าเราวางตัวไม่เหมาะสม วางตัวไม่ดีสมควรแก่ฐานะ ก็อย่าห้ามมิให้คนอื่นดูถูกเรา
  • ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าตนเอง ก็อย่าหวังจะให้คนอื่นเห็นคุณค่าเราเช่นกัน



ตราบใดที่เรายังทำตัวต่ำต้อย ถ่อยสถุน ไร้ค่า ก็อย่าห้ามสายตาคนอื่น มิให้มองเรา เห็นเราเป็นเช่นนั้น
ก็เพราะเราทำตัวให้เขาเห็นเอง มันส่อออกมาเอง
อยากให้คนยกย่อง ให้เกียรติก็ต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม ให้คนเห็น และยกย่องเห็นค่า ให้เกียรติตัวเองก่อนเสมอ

หลักการของการมีชีวิต

มันมิใช่เกิดมาแล้ว ต้องได้ หรือไม่ได้สิ่งใด ชีวิตมันขึ้นอยู่กับเราพามันไปเส้นทางใด หาสิ่งใด มีเป้าหมายชีวิตอย่างไร ไม่มีสิ่งใด ลอยมา เกิดขึ้นเอง หรือเจริญก้าวหน้า หรือตกต่ำเอง ไม่มี ไม่เคยมี
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ กฎแห่งกรรม หรือกฎของการกระทำ กรรม คือ การกระทำ ทำกรรมดี ย่อมได้สิ่งดี ทำกรรมชั่วหรือสิ่งชั่ว เป็นกรรมชั่ว ย่อมได้สิ่งชั่วตอบแทนเช่นกัน


  • ไม่มีใบปริญญาทีี่จะลอยมาใส่มือเรา โดยที่เรามิได้เป็นคนขวนขวาย หมั่นเพียรศึกษาหามาเอง
  • ไม่มีเกียรติยศชื่อเสียงเกิดขึ้นมาเองโดยที่เรา นอนเกาขี้กลากอยู่เฉยๆ
  • ไม่มีทางที่เราจะได้สามี หรือภริยาที่ดี หรือครอบครัวที่ดี ถ้าแม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้จักสิ่งนั้นและไม่เคยทำสิ่งนั้น


เราชอบคาดหวังจากคนอื่นเสมอ ว่าต้องให้เราอย่างนี้อย่างนั้น ต้องการรักแท้ ต้องการสามีที่ดี ต้องการภรรยาที่ดี ต้องการครอบครัวที่ดีแต่ไม่เคยหันมาดูตัวเองเลย ว่าเราให้สิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่ เราเองก็ทำไม่ได้ แล้วเราจะคาดหวังอะไร  เราอยากได้สิ่งใดตอบแทนเราต้องทำสิ่งนั้นด้วย


  • พุทธองค์สอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หมายถึงตัวเราเองต้องเป็นที่พึ่งให่ตนเองได้ก่อน หรือช่วยเหลือรับผิดชอบตนเองได้ก่อน เราจึงจะช่วยผู้อื่นรับผิดชอบผู้อื่นด้วยได้


ตราบใดที่เรายังทำสิ่งนั้นมิได้ ก็อย่าพึงแสวงหาสิ่งดีนั้นจากผู้อื่นเลย เพราะคนที่มีสิ่งนั้นในตัวในคุณสมบัตติตนเองดีแล้ว คนเหล่านั้นก็จะแสวงหาคนเช่นเดียวกับพวกเขาอยู่ดี เขาไม่มามองเราหรอก ทำนองน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน หรือภาษาพุทธบอกว่า กรรมเขาเสมอกัน คือ การกระทำเขาเท่ากัน คือดีเสมอกัน หรือชั่วเสมอกันนั้นต่างหากคือตัวกำหนด

ดังนั้นอนาคตของเรามันจะดีหรือไม่ดี มันจึงขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในวันนี้นี่เอง การกระทำในวันนี้จะมีผลส่งออกไปสามทาง คือ ส่งผลให้อดีตเราว่าเป็นอย่างเรา เพราะเลยนาทีนี้ก็เป็นอดีตแล้ว ส่งผลทางที่สองคือ ว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เช่นปัจจุบันเรากำลังมุ่งมั่นเรียนปริญญา แน่นอนว่าอนาคตเรา มันต้องเป็นบัญฑิตที่จบปริญญาในซักวัน และผลทางที่สามคือส่งผลต่อสังคมแวดล้อม และชีวิตเส้นทางของเราเอง ถ้าเราจบปริญญา เราก็มีงานทำที่ดีขึ้นคนรอบข้างก็ได้ดีตามไปด้วยคือไม่เดือดร้อนกับพฤติกรรมของเรา 

แต่ถ้าเราเฝ้าแต่ทำชั่ว สังคมก็จะเดือดร้อน มีโจร มีอาชญากรคนนึงเพิ่มขึ้นในสังคม และสุดท้าย ทั้งอดีต อนาคตตัวเอง ก็มืดบอดอย่างสิ้นเชิง

มันจึงอยู่ที่เราว่า เราต้องการสิ่งใด เราหาสิ่งใด ให้กับตัวเราเอง











วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อยากมีคนร่วมทาง


ตามอุดมการณ์หรือความเชื่อในทฤษฎีประชาธิปไตยในยุคแรกเขาเชื่อว่า



  1. เชื่อว่ามนุษย์เราทุกคนเกิดมาสามารถฝึกฝนตนเองและเรียนรู้ได้
  2. เชื่อว่ามนุษย์สามารถปกครองตนเองได้
  3. เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองได้
จากความเชื่อดังกล่าว เมื่อวิเคราะห์ตามจะเห็นว่า ถูกต้อง เป็นจริงตามนั้น
มนุษย์เรียนรู้ได้ ปกครองตนเองได้ และเลือกสิ่งที่ดีให้ตนเองได้

แล้วถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมมนุษย์ทุกคนในโลกจึงมีสถานะทางสังคมไม่เท่ากัน
ตำตอบก็คือ ฐานความรู้ หรือองค์ความรู้ ที่ทุกคนมีไม่เท่ากัน ตัดสินใจในสภาพแวดล้อมไม่เท่ากัน การตัดสินใจบนฐานที่ต่างกัน ทำให้ความสำเร็จ ความผิดพลาดไม่เท่ากันตามไปด้วยนั่นเอง

สภาพแวดล้อม หรือสังคมรอบข้างสำคัญกับการตัดสินใจเราอย่างไร

สภาพแวดล้อมสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของเรา เช่น เราอยู่ในสังคมรอบข้างที่เอาเปรียบชิงดีชิงเด่น จะส่งผลต่อเราอย่างน้อย 2 แนวทาง

  1. คือเราถูกสังคมนั้นกลืน คือเห็นด้วยกับวิธีการที่สังคมนั้นยอมรับและปฎิบัติ จึงเข้าเป็นพวกด้วย
  2. เห็นต่างจากพฤติกรรมในสังคมนั้น พยายามที่จะต่อต้านหรือปฎิวัติสังคมนั้นให้ดีขึ้นตามทัศนะตนเอง เป็นต้น




หรือเมื่อเราอยู่กับคนเช่นไร เราก็มักมีความโน้มเอียงไปกับคนคนนั้นด้วย เช่น

อยู่กับคนเล่นการพนัน ม้า มวย หวย บอล และอื่นๆ ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนเช่นนั้นด้วย เห็นดีเห็นงามตามไปด้วย เพราะเราเองก็ไม่รู้วิธีหรือหนทางอื่นที่จะหาเงินมา หรือหาประโยชน์จากวิธีสุจริตได้

คนที่รู้แค่ไหน เมื่อมานำทางเรา มันก็จะพาเราเดินไปแต่สิ่งที่มันรู้ เพราะมันมีความรู้เท่านั้น มีความสามารถเท่านั้น เคยหาเงินได้โดยวิธีช่องทางนั้น มันก็พาเราไปทางนั้น

คนที่เชี่ยวชาญด้านอื่นก็เช่นกัน เมื่อเขาเชี่ยวชาญด้านใดเขาก็จะพาเราเดินไปทางนั้น เขาเชี่ยวชาญเรื่องการศึกษา เห็นความสำคัญของการศึกษา คนพวกนี้ก็จะชวนและชี้ทางให้เราเดินไปทางนี้ด้วย เพราเขาเคยเดินเส้นทางนี้มาก่อน รู้ว่าชีวิตจะดีกว่ามั่นคงกว่า คนไม่มีการศึกษาอย่างไร

ดังนั้นการได้คนนำทางที่ดี ก็จะทำให้เราพลอยได้ดีไปด้วยเข้าสุภาษิตโบราณ คบคนพาลพาลไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ซึ่งจริงตามนั้น


การจะดูนิสัยคนว่าเป็นอย่างไรจึงดูไม่ยากดูแค่ว่า

  1. มันชวนเราไปไหน ก็แสดงว่ามันชอบทางนั้น มันถนัดทางนั้น
  2. ดูว่ามันขนเข้าหรือขนออก หมายถึงมันหาทรัพย์เข้าบ้าน หรือชอบขนทรัพย์ออกจากบ้าน

เช่นเดียวกันกับกรณีที่หญิงหลายคนบอกว่า ผัวฉันกินแต่เหล้า
พอถามว่า เธอเจอผัวเธอที่ไหนตอนจีบกัน เธอตอบว่าก็ในวงเหล้านั่นแหละ กินด้วยกันทุกวันจนได้กัน ก็ถ้าคำตอบคืออย่างนั้น จะผิดอะไร ผู้ชายคนนั้นก็เป็นอย่างนั้นมาแต่ต้นอยู่แล้ว แต่เราเลือกเอง

หรือบางคนบอกว่า ผัวฉันเอาแต่เที่ยวเตร่กลางคืน 
พอย้อนถามว่าเจอกันที่ไหน ก็ตอบว่าสถานบันเทิงเริงรมย์กลางคืน 
มันก็เป็นคำตอบให้ตนเองในตัวอยู่แล้ว ก็มันเป็นของมันอยู่ก่อนแล้ว

กรณีอื่นก็เช่นเดียวกัน
ดังนั้นก่อนที่เราจะโทษคนอื่น ลองถามใจตัวเองก่อนว่า เราเจอไอ้คนนี้ที่ไหนนะ
ถ้าเรารับได้ก็แสดงว่า เราก็ชอบ จริตเดียวกัน หรือคอเดียวกัน

แต่ถ้าเราไม่ชอบมันไม่ใช่ ก็ต้องถึงเวลาตัดสินใจที่จะหยุดเดินตามทางเส้นนั้น แล้วลองหันมาเดินทางเส้นอื่นดู ชีวิตมันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เมื่อเรารู้ว่าไม่ใช่เราก็หยุดและเปลี่ยนเส้นทางใหม่ อย่ายอมจำนนกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ชีวิตเราทั้งชีวิต อย่าผูกชะตาไว้กับคนที่นำทางที่ไม่ดี หรือบางทีเราลองนำทางตัวเราเองบ้างจะเป็นไร

การตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีให้กับตนเอง มันไม่ใช่สิ่งผิด นั่นคือความกล้าหาญที่ตัดสินใจเลือกแนวทางที่ถูกต้องที่เจริญให้กับตนเอง

เหมือนเรามีร้านขายก๋วยเตี๋ยว ขายมา ห้าปี สิบปี ก็ไม่รวย เราก็ต้องพิจารณาหาสาเหตุเพื่อจะแก้ไข ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเป็นทำเลไม่ดี ฝีมือไม่อร่อย หรือคนไม่กินก๋วยเตี๋ยว หรือมันมีเยอะหลายร้าน เราต้องหาสาเหตุให้เจอก่อน


 เมื่อเราเจอเหตุเราก็จะเจอผลโดยไม่ต้องสงสัย



เมื่อมันขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ ทำไมเราไม่ลองขายข้าวแกง ขายน้ำชา ขายกาแฟ ขายไก่ย่าง ขายปลาย่าง หรือขายอื่นๆดูบ้าง ทั้งที่มันก็นั่งขายเหมือนกัน

การที่เรานั่งจมปรักดักดานอยู่ที่ใดนานๆ ในที่สุดเราก็มักคิดไปเองว่า คงเป็นกรรมยอมรับมันไปเหอะ ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ เมื่อเราอยู่ที่ใดนานๆ ห้าปี สิบปีแล้วไม่ก้าวหน้าไม่ดีขึ้น ไม่มั่นคง ในขณะที่เราแก่ตัวลงทุกวัน นั่นแสดงว่า สิ่งที่เราอยู่มันผิดที่ผิดทาง มันไม่เหมาะกับเรา

การประกอบอาชีพหรือการใช้ชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวรของกรรม
มันเป็นเรื่องที่จะต้องปรับเปลี่ยนได้เสมอ เมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่ อะไรที่เราอยู่แล้วไม่เจริญ มันคือไม่ใช่ การเห็นหนทางที่ดีกว่า เหตผลอะไรที่เราจะไม่ลุกออกไป

การที่มีใครซักคน ยื่นมือ ยื่นโอกาสดีๆให้เรา รักเรา พร้อมจะพาเราไปสู่ทางที่ดีขึ้น เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมจะให้โอกาสกับตนเองหรือไม่ หรือเราแคร์แต่คนรอบข้าง 
ก็เพราะคนรอบข้างมันทางตัน แล้วมันยังพาเราเดินต่อไปให้ตายด้วยกัน มันไม่ยุติธรรมสำหรับเรา เราต้องมีชีวิตอยู่อย่างน้อย 80 ปี เราถามตัวเองว่า ตลอดเส้นทางที่เหลือนี้ คนคนนี้เพียงพอที่จะพาเราเดินฝ่าอุปสรรคตลอดเส้นทางได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไปต่อ ถ้าไม่ก็ถอยออกมา

เขาไม่มีเรา เมื่อก่อนเขาก็อยู่ได้
เมื่อไม่มีเรา วันหน้าเขาก็ไปหาคนใหม่ต่อไป เมื่อเรามีโอกาสเดิน เราต้องเดิน มีโอกาสคว้าต้องคว้า ชีวิตไม่ใช่ แค่ กิน ขี้ ปี้ นอน มันมีอะไรมากกว่านั้นในเส้นทางชีวิตที่ยาวไกล

ออกมาเถิดคนดี


  • เดินทางชีวิตใหม่ไปกับพี่ 
  • เส้นทางร่วมกับพี่อาจไม่ราบรื่นนัก แต่พี่มั่นใจว่าจะไม่ทิ้งเธอกลางทาง
  • เส้นทางร่วมกับพี่อาจมีทะเลาะกันบ้าง แต่พี่สัญญาว่าจะไม่มีตบตีจากลูกผู้ชายคนนี้
  • เส้นทางร่วมกับพี่อาจไม่หรูหราแต่พี่รับรองว่าเธอจะไม่หยิบยืมเขากิน
  • เส้นทางร่วมกับพี่อาจไม่เพอร์เฟค แต่พี่สัญญา ทุกลมหายใจจะมีแต่เธอผู้เดียว



  • เธอจะได้รู้ว่าครอบครัวเป็นอย่างไร
  • เธอจะได้รู้ว่าอยู่กับคนที่เรารักและเขารักเราเป็นอย่างไร
  • เธอจะได้รู้ว่าผู้ชายที่ดีเป็นอย่างไร
  • เธอจะได้รู้ว่า โลกนี้ยังสวยงามเสมอ



  • พี่จะไม่บอกว่ารักเธอมากแค่ไหน แต่จะบอกเธอว่า จนกว่าพี่จะหมดสิ้นลมหายใจ
  • พี่จะไม่บอกเธอว่า พี่เป็นดี แต่เธอจะเห็นความแตกต่างด้วยสองตาเธอเอง
  • พี่จะไม่บอกเธอว่ามันดีอย่างไร แต่เธอจะได้พบเห็นเอง
  • พี่จะไม่ถามเธอว่า เธอเคยผ่านมือผู้ชายมามากน้อยแค่ไหน ใครบ้างแต่พี่จะถามเธอเพียงว่า เธอพร้อมที่จะตายเคียงข้างพี่ในชีวิตที่เหลือนี้หรือไม่
  • พี่จะไม่ถามว่าเธอมีปัญหาอะไร แต่พี่จะบอกเธอว่า เราจะแก้ทุกปัญหาไปด้วยกันอย่างมีสติ

ในวันที่พี่ไม่มีเกียรติยศ พี่ก็ชี้มือไปที่เธอว่าหัวใจพี่อยู่ที่นั่น
และพี่ก็พร่ำ พูดเสมอว่าพี่สามารถหยิบคว้ามันมาได้ตลอดเวลา ขอเพียงมีเธออยู่ร่วมทาง
ในวันนี้พี่พอมีเกียรติยศ พอเห็นช่องทาง และในหัวใจพี่ก็ยังชี้มือมาที่เธอเหมือนเดิม
หรือว่าเธอจะปล่อยให้คนรักเธอ ตรอมตรมอย่างนี้ตลอดไป

เกียรติยศชื่อเสียงใดไม่มีความหมายสำหรับพี่ หากข้างกายไร้ซึ่งเงาคนรู้ใจ
พี่จะทิ้งมันทันที ทิ้งมันอีก เพื่อบอกให้เธอรู้ว่า เธอเท่านั้นที่พี่ต้องการ


  • แม้ไม่ได้เป็นผู้ชายคนแรกของเธอ แต่ก็พร้อมและยินดีจะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายของเธอ











วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เป้าหมายชีวิต



คนเราทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีเป้าหมายชีวิต
แต่การที่เราจะเดินไปสู่เป้าหมายชีวิตนั้นได้มันต้องมีการเตรียมความพร้อมอยู่พอสมควร
เช่น เตรียมพร้อมรับมือ กับความ ผิดหวัง เสียใจ อุปสรรค สิ่งที่เราไม่คาดคิด
ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ เราต้องเตรียมตัว
เตรียมใจ พร้อมรับมือกับมัน ทันทีที่มันเกิดขึ้นกับเรา
เราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันทันที
และเมื่อใดที่เราเตรียมตัวทุกอย่างพร้อม
ขั้นต่อมา เราต้องวางแผนการเดินทาง 
หรือแผนชีวิตให้ดี
ทุกครั้งที่เราเดินทาง
มันหมายถึง หนึ่งคือเราอาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
สองคือเราอาจประสบความสำเร็จตรงตามเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนของเรา
ทุกครั้งที่เราก้าวเดิน นั่นย่อมหมายความว่า เรากำลังก้าวขาออกจากจุดเดิมที่เราเคยยืนอยู่
ดังนั้นตราบใด ที่เรายังคงก้าวเดิน  ก็ไม่มีทางที่เราจะจมปรักอยู่กับที่แน่นอน

แต่การเดินทางที่ขาดการวางแผนที่ดี ขาดเป้าหมาย ขาดแบบแผนที่ถูกต้อง
มันก็ทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นเดียวกัน
นอกจากไม่ถึงเป้าหมายแล้ว ยังทำให้ไปหลงทางอยู่ที่อื่นเท่านั้นเอง
แม้จะออกจากจุดเดิม ก็ไม่ได้ต่างอะไร
ทั้งนี้ก็เพราะ เราไร้เป้าหมายไร้การวางผน
เราต้องรู้ว่า เวลานี้ เราอยู่ที่ใด และวันข้างหน้าเราจะอยู่ที่ใด
เราเดินไปตามเส้นทางตามที่เราวางแผนไว้หรือไม่
หรือว่า เดินออกนอกเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย
เมื่อเราตั้งตัวอยู่ในความไม่ประมาทแล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป ตามแผน 
ตามเส้นทางที่เราวางไว้
ในที่สุดเราก็จะถึงเส้นชัยอย่างแน่นอน


ฉันเดินมุ่งมั่น ไปข้างหน้า แม้จะช้า แต่มั่นคง