วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อยู่กับคนเฮงซวยชีวิตเราก็เฮงซวย


ชีวิตคนเรานั้นจะรุ่งโรจน์ หรือรุ่งริ่งมันมีปัจจัยอยู่ 2 อย่าง
  1. คือตัวเราเอง ดูว่าตัวเราเองทำตัวอย่างไร รักดีใฝ่ดี หรือรักชั่วใฝ่ต่ำ เราหาอะไรให้ตัวเราเองเราหาเรื่อง หานี้ หาคุกตะราง หาเรื่องเดือดร้อน คบคนชั่ว คบคนพาล หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกลียดงานหนัก รักงานเบา หรือใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
  2. ดูว่าเราอยู่กับใคร เช่นเรามีชีวิตคู่ คู่ของเราห่วยแตก สำมะเลเทเมา ไม่รู้จักวางแผนชีวิตระยะยาว ทำมาหากินไปวันๆ หามาได้ก็กิน เที่ยวสนุกสนานหมดไป ไม่มีแก่นสาร ชีวิตรู้ว่ารายได้ไม่พอรายจ่าย ก็ยังไม่ดิ้นรน หรือไม่ตัดความโลภ ความอยากได้ใคร่ดี ที่เกินกำลังตนเองออกไป ไม่รู้จักวิธีการหาเงินที่สุจริต ไม่รู้จักหาความรู้ใส่ตนเอง ไม่พัฒนาตนเอง พอใจในความเป็นอยู่นั้น แต่พฤติกรรมกลับสวนทางกับรายได้ ไม่มีปัญญาดูแลคู่ตนเองให้อยู่ดี มีสุขได้ แต่ทะลึ่งอยากมีคู่ คนจำพวกนี้คือ คนห่วยแตก คนเฮงซวย
  • ถ้าเราอยู่กับคนเฮงซวยเหล่านี้ มีหรือที่ชีวิตเราจะไม่เฮงซวยไปกับมัน มันไม่มีความรู้ไม่พัฒนาตนเอง ทางเดียวที่มันทำได้ ก็งานกรรมกรพื้นๆ งานกรรมกรพื้นๆมิใช่ไม่ดีเพราะเป็นงานสุจริต
แต่มันทำงานกรรมกรโรงงาน แต่อยู่อย่างเศรษฐีหน้าใหญ่อวดร่ำอวดรวย เกินตัว เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง จนเกิดหนี้เกิดสินท่วมหัว
  • พอมีหนี้สิน ก็ต้องชดใช้เขา เมื่อตนเองไม่มีความรู้ หนทางมันตัน มันมีความรู้แค่ไหนมันก็ทำแค่นั้น เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นเดินเข้าไปกู้หนี้บัตรเครดิต ดอกทบต้น พอมีหนี้ซ้ำซ้อนขึ้นมา ก็ขายยาเสพติด ลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว เป็นผู้หญิงก็เร่ขายตัว เป็นกระหรี่ราคาถูกข้างถนน

  • เป็นของไม่มีราคา เป็นของเลหลัง มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะคู่ของเรา มันเฮงซวย มันไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเรา มันไม่มีปัญญาปกป้องศักดิ์ศรีเรา ไม่มีปัญญาดูแลเรา ให้เราเป็นเครื่องมือ

  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่ทำกัน เขาไม่ให้เมียเที่ยวเร่ขายตัวเป็นกระหรี่ชั้นต่ำ
  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่คู่ตนเอง เดือดร้อน ลำบาก บากหน้า เที่ยวขอ กินอยู่อย่างลำบาก
  • ลูกผู้ชายที่ดี เขาจะดูแลเมียในฐานะแม่ของลูก อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แม้จนยากก็ไม่ปล่อยให้เมียตนเองทำอย่างนั้น ใครทำอย่างนั้นมันคือคนหน้าตัวเมีย มันเฮงซวย

  • เมื่อเรารู้ว่าคู่เรามันเฮงซวย มันห่วยแตก เราก็ต้องถามตนเองว่า เราจะอยู่กับมันไปเพื่ออะไร อยู่ไปเหมือนตกนรก อยู่ไปไม่เห็นอนาคต อยู่ไปมีแต่เสียกับเสีย  ชีวิตเรา เอาไปผูกไว้กับคนอื่นทั้งชาติไม่ได้ เมื่อมันหมดปัญญาดูแลเรา มันก็เป็นสิทธิของเราที่จะเอาชีวิตที่เหลือกลับคืนมา และพาตัวเดินออกมาสู่เส้นทางใหม่

  • ธรรมชาติของคนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองจึงจะถูก เมื่อรู้ว่าอยู่กับสิ่งไม่ดี ยังทนฝืนอยุ่ต่อ เราเองก็เฮงซวย เหมือนกัน รู้ว่าเป็นขี้ ยังเอามือไปจับ มาใส่ปาก รู้ว่าเหม็นแทนที่จะเดินหนี กลับเดินสูดกลิ่นหาสิ่งนั้น  ทำเพื่ออะไร

  • ชีวิตที่ผิดพลาด เฮงซวย ไม่แก้ได้ เริ่มจากเรา เมื่อเรารู้เราก็เดินออกมาจากเส้นทางเฮงซวยนั้นเสีย แล้วหันมาเดินทางที่ถูกต้อง ความรู้ไม่มี ก็เพิ่มพูน ก็แสวงหา สร้างทางเลือกให้ตนเอง จะได้มีทางเลือกยามฉุกเฉิน

การใช้ชีวิต แค่ กิน ขี้ ปี้ นอน ไม่ต้องเป็นคนหรอก สัตว์ เดรัจฉานมันก็ทำได้ คนมันต้องมีมากกว่ากิน ขี้ ปี้ นอน มันต้องรู้จักวางแผนชีวิตว่าจะอยุ่อย่างไร ให้ดี ให้รอด และวางแผนข้ามรุ่นไปถึงรุ่นลุกรุ่นหลานต่อไปด้วย

การอยู่มันมีอยู่หลายอย่าง ไม่เท่ากันคือ
  • อยู่ได้ หมายถึง มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ข้าวสารกรอกหม้อ ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่ไปยืมไปขอไปชีวิตไม่มีความสุข แต่ก็พออยู่ได้รอวันตายเท่านั้น
  • อยู่ดี หมายถึงมีชีวิตอยู่ในระดับที่ มีกินมีใช้ มีเงินเก็บ มีเงินเที่ยว มีเงินรักษาตนเอง มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ไม่ขัดสนอะไร อยู่ระดับกลางๆ
  • อยู่เลิศ หมายถึง มีชีวิตอยู่ อย่างไม่ลำบากอะไร มีเงินเก็บมีเงินเที่ยว มีเงินให้ลูกเรียน มีเงินเลี้ยงดูบุพการี ญาติพี่น้อง มีเงินทำนำไปลงทุน และมีเงินไหลเข้าจากการลงทุนนั้น คือ ให้เงินทำงานแทนตัวเอง มีลูกน้อง มีบริวาร เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้คนพึ่งพาได้
  • นี่คือการอยู่ มี 3 ระดับ คนส่วนมาก มีงานทำเงินเดือนหมื่นกว่าบาทก็อยากมีรถ ทั้งที่รายรับไม่พอรายจ่าย คิดยังไงมันก็เดือดร้อน เพราะติดลบ ถ้าจำเป็นจริงๆก็ ลดความต้องการลง เป็น จักรยาน ถ้าที่งานไม่ไกล หรือไกลหน่อย ก็มอเตอร์ไซค์ เราก็ไม่เดือดร้อน

  • บางคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ พอรถจะถูกยึดกลับ ทิ้งบ้าน เอารถไว้ แทนที่จะทิ้งรถให้เขายึดไป เพราะรถผ่อนแพงกว่า รถยนต์ผ่อนเป็นหมื่น สองหมื่น แต่บ้านผ่อนระยะยาว เดือนละ 2-3 พัน
เมื่อเราทิ้งรถ เราก็ตัดรายจ่ายออกได้ เรามีบ้านอยุ่เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีที่ซุกหัวนอน เมื่เรามั่นคง ขยันทำงาน ขยันพัฒนาความรู้ให้ตนเอง เก็บหอมรอมริบ วันนึงข้างหน้ามันก็ฟื้นคืนได้

  • เพียงเราอย่าหยุดพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเอง หรือการแสวงหาความรู้ให้ตนเองอยู่เสมอ มันทำให้เราก้าวเดินอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดอยุ่กับที่ เช่น

  • เดิมเรา จบ ม.3 เราก็เรียนต่อ จนจบ ม.6 งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้เรา เมื่อจบ ม.6 แล้วเราไม่หยุด เราเรียนต่อ ปวส. หรือปริญญาตรี งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน และทางเลือกหรือโอกาสก็เพิ่มาด้วย คือ เราสามารถไปสอบรับราชการได้ด้วย นอกจากงานเราจะสูงขึ้นแล้ว โอกาสยังสูงตามไปด้วย

  • เมื่อเรา จบ ป.ตรีแล้ว เราไหว เราก็เรียน ป.โท ป.เอก เพิ่มเติมอีก หรือเรียนวิชาชีพ ฝึกวิชาชีพ ให้สมองมีความรู้ไว้ เราก็ไม่ลำบากยามฉุกเฉิน

  • แต่หลายคน จบ ป.6 โทษพ่อโทษพ่อ โทษแม่ ไม่ส่งเรียน โทษสังคม โทษความยากจน โทษโน่นโทษนี่ แต่ดันไม่โทษตัวเอง

  • เมื่อตัวเองทำงานพอจะมีกำลังเรียนได้ ทำไมไม่เรียน กศน.เขาก็เปิดช่องตลอดเวลา ก็ไม่เอา ทำงานเงินเดือนหมื่นกว่าบาท คิดว่าตัวเองสุดยอดแล้ว ละเมอฝันหวานจะเอาบ้าน จะเอารถ แต่ไม่พัฒนาตนเอง สุดท้ายเลยกลายเป็น คนเฮงซวย ห่วยแตก ที่ใครอยู่ใกล้ ใครได้เป็นคู่ ใครได้เป็นลูกเป็นเมีย ก็ห่วยแตกตามไปด้วย เพราะ มันได้คนเฮงซวยเป็นคู่ และ
    เมื่อเรารู้แล้ว ว่าอยู่กับคนเฮงซวย เราไม่เดินออกมาอีก เรามันก็คนเฮงซวยเหมือนกันกับมัน












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น