วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รากเหง้าเราเดิม




มนุษย์เรา 
แม้จะออกจากป่าจากถ้ำมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม
แม้เราจะสร้างสังคมเมืองขึ้นให้น่าอยู่เพียงไรก็ตาม
ก็ไม่ใช่เครื่องมือวัดว่า นั่นคือความสุข ความต้องการที่แท้จริงของเรา
แม้จะอยู่ในสถานที่โอ่โถง หรูหรา 
รายล้อมด้วยบริวาร แก้วแหวน เงินทอง
 และสิ่งความอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมาย
ก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า มนุษย์นั้น เข้าถึงจุดสูงสุดของความสุขแล้วแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม
มนุษย์ยังโหยหา ธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา
จิตใต้สำนึกที่แท้จริงของมนุษย์ ยังคิดถึงพื้นเพเดิมของชีวิต
ยิ่งมนุษย์ใฝ่หา สิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าใด
ก็ยิ่งเป็นการประกาศว่า เขาเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว

เพราะสิ่งบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้น
แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง เครื่องกล่อม
กล่อมยามที่คนเรา โหยหา ถวิลหา
ยิ่งโหยหา ยิ่งถวิลหา คนเราก็ยิ่งพยายามจะลดดีกรีความต้องการนั้นลง
ด้วยการ พึ่งพาสิ่งกล่อมอารมณ์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

มนุษย์ในเมือง ยิ่งต้องการแสวงหาสิ่งกล่อม เหล่านั้น
 มากยิ่งกว่าคนที่อาศัยอยู่ในชนบท
คนในเมืองสร้างสิ่งกล่อม สิ่งย้อมอารมณ์ขึ้นมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิง โรงหนัง โรงละคร
เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
ให้มีชีวิตต่อไปได้

บางคนก็ซื้อหา ไม้ดอก ไม้ประดับเล็ก มาใส่กระถาง ตั้งไว้
ตามหน้าบ้าน หน้าประตู ระเบียงหน้าต่าง โต๊ะทำงาน
เพื่อลดแรงกดดัน ลดแรงต้องการของจิตใต้สำนึกลง
บางครั้ง ก็แบกกระถางต้นไม่เหล่านั้น มาอวดกัน แข่งขันกัน
หรือแลกเปลี่ยนกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความสุขซึ่งกันและกัน

มันไม่ใช่ความผิดที่เรามีความต้องการเช่นนั้น
เพราะนั่น มันคือวิถีชีวิตดั้งเดิม และแท้จริงของเรา
และมันยังคง จะดำเนินอยู่อย่างนั้นตลอดไป

ยิ่งเราพยายามจะหนี ธรรมชาติ มากเท่าใด
ยิ่งเราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติมากเท่าใด
เรายิ่งต้องน้อมกาย ยอมตนเข้าหาธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งหมดนี้มันเป็นวิถีชีวิต ที่ถูกดัด ดัดแปลงไปจากของเดิม
ตามที่มันควรจะเป็น จะดำเนินไป เราดัดแปลงวิถีชีวิต
ให้ไกลจากธรรมชาติ เพื่อจะลบคำว่า 
ล้าหลัง ออกจากใจตัวเอง
หลายคนไม่มีความสุขกับ พื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่มีแต่เดิมของตน
และเพื่อต้องการ ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพสังคม ที่เป็นอยู่
 เพื่อให้ได้ การยอมรับจากสังคมรอบข้าง
จึงพยายามลบล้าง ความเป็นจริงที่ติดตัวมา ให้ออกไป
แต่ยิ่งล้าง ยิ่งลบ ยิ่งกลบ ก็ยิ่ง ห่างไกล และโหยหา

หลายครั้งเราแอบหลบสายตาของสังคมรอบข้าง
เพื่อไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้
ไปนั่งเล่นข้างริมธาร แอบไปฟังเสียงนก เสียงกา
 เสียงจั๊กจั่น เสียง หรีดหริ่ง เรไร

ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่เหมือนดั่งว่ากำลังป่วย
ป่วยจากการ บีบคั้น ป่วยจากแรงกดดัน
ป่วยจากวิถึชีวิตแบบใหม่
ที่ซื้อหา แลกเปลี่ยนมาด้วย เงินตรา
เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับการยอมรับเท่านั้นเอง

ความสุขที่แท้จริงมันอยู่เพียงแค่
อีกด้านหนึ่งของความคิดเรา ที่ปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น
ลองหันกลับมา แล้วเราจะเห็นมัน
เงินตรา ซื้อหา สิ่งของ วัตถุต่างๆได้
แต่ซื้อความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เลย
ถ้าเราต้องการ ก็ถอยความคิดกลับมา
ใช้ชีวิต ตามที่เราควรจะใช้แต่เดิม
ตั้งแต่เราลืมตาออกมา
ถึงแม้เราจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย
วันหนึ่งเราก็เป็นทุกข์ เพราะห่วงมัน

จำไว้เสมอว่า ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของอื่นใด
มันไม่จากเราไป เราก็ตายจากมัน

มันจะเป็นเช่นนี้อยู่ดี
เพราะสุดท้ายคนเราก็ต้องหวนกลับมายังวิถีดั้งเดิม
 คือ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
จงอย่าเสียเวลาเดินหนีมัน
แต่จงเก็บแรง ใช้ชีวิตอยู่กับมัน
หาความสุขกับมัน อย่างรู้เท่าทัน
เพราะมันคือรากเหง้าเดิมของเรา


รอพี่ที่สวรรค์
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร


ชั่งเถอะฉันมันจน
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น