วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ใจบางๆกับทางที่ยาวไกล


ในเวลาที่เราต้องการใครซักคน
มาอยู่เคียงข้างมาร่วมทางเดิน
จับมือประคองร่วมเดินไปด้วยกันบนเส้นทางชีวิต
จะมีใครสักกี่คนที่อยากร่วมทางเดินไปกับเรา

ในยามที่เราลำบาก สิ้นหวัง ท้อแท้
กำลังใจจากใครซักคนคือสิ่งที่เราต้องการ
แต่ก็หามีไม่
หรือเราออกปากเชิญชวนให้ร่วมทางไปกับเรา
ก็จะอิดออด ตั้งแง่ ถ้าเขามองเห็นว่าทางที่เราจะเดินไปนั้นคงตกระกำลำบาก
มันเป็นธรรมชาติของคน ที่ต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง
คัดสรรความมั่นคงชีวิตให้กับตนเอง

เมื่อเรายื่นมือที่ไร้ความหวังออกไป
ก็เป็นธรรมดา ที่เราจะต้องชักมือกลับคืนมาดดยมีแต่อากาศธาตุ
อย่าโทษเขาเลย เพราะนั่นคือพื้นฐานการตัดสินใจแรกที่มนุษย์ต้องทำ

แต่เมื่อใดที่ฉันแข็งขืนใจตนเอง
ยืนท้าฟ้าท้าดินอย่างมุ่งมั่น ทรนง 
เดินฝ่าฟันที่ยากลำบากนั้นเพียงคนเดียวลำพัง
จนถึงเส้นชัยในที่สุด

ถึงเวลานั้นมันก็เป็นสิทธิของฉันเช่นกันที่จะเลือกว่าจะอยู่กับใคร
เพราะในยามที่ฉันลำบาก ฉันต้องการใครซักคน ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
พอฉันเดินฝ่าฟันมาจนประสบความสำเร็จแล้วในที่สุด ฉันก็มีสิทธิเป็นผู้ที่จะเลือก
และมีสิทธิที่จะฉลองความสำเร็จนั้นโดยไม่มีเธอเช่นกัน

การที่มีใครซักคนมาร่วมทางเดินกับเรา
ทั้งที่ไม่เห็นอนาคตข้างหน้า
แต่กลับมีความจริงใจที่จะเดินไปกับเรา
ยินดีที่จะอยู่กับเราทุกสถานการณ์
คนคนนั้นคือคนที่สมควรจะเก็บเอาไว้ในที่ที่ดีสุดของหัวใจ
และคือคนที่เราฝากชีวิตไว้ได้

เส้นทางที่ลำบาก มีอุปสรรค
คือเครื่องมือที่คัดสรรคนเพื่อมาอยู่กับเรา
คนส่วนใหญ่กลัวลำบากทั้งสิ้น ยอมพลีกาย ยอมขายตัว
เพื่อแลกเศษเงิน ก็เพื่อหนีความลำบาก

มันไม่ง่ายที่ใครซักคนเดินมาบอกเราว่า 
เก็บสัมภาระพร้อมเดินทางไปกับเราแล้วทุกเส้นทาง
หากมีคุณก้จงรักษาเธอคนนั้นเอาไว้ให้ดีที่สุด
เพราะเธอมีค่ายิ่งกว่าอัญมณีชิ้นใดๆในโลกนี้ที่ไม่สามารถหาค่าได้

แต่ถ้าไม่มีใคร ก็จงตั้งปณิธาน สานต่ออุดมการณ์ เดินมันต่อไปให้ถึงเป้าหมาย
เมื่อสู่เส้นชัย มีรางวัลมากมายรอเราอยู่ และอย่ามานั่งเสียใจกับชะตาชีวิต
ให้เสียเวลาอยู่เลย จงก้าวเดินต่อไปพื่ออนาคตของเราเอง



วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทางรักที่เลือกไม่ได้



ในช่วงชีวิตเราที่ผ่านมา
มีมากมายคนที่มารักชอบพอ หมายปอง
แต่ใจของเราก็ไม่เคยจะเหลียวมองใฝ่ปองรัก

เพราะหัวใจของเรามันยังปักใจรักมั่นอยู่เพียงคนคนเดียว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะช่วงเวลาใดไม่สามารถ
หักใจออกจากเธอได้เลย

คนที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่ดี
ทุกคนล้วนเป็นคนดีน่ารัก น่าใคร่
แต่เรื่องของหัวใจมันแปลก
ถ้าไม่รักมันก็คือไม่รัก
มันไม่มีเหตุผลมันอธิบายไม่ได้

หรืออีกอย่างอาจเป็นเพราะ
เรายึดติดอยู่กับอดีตมากมาย
จนไม่ยอมเปิดใจให้ใครเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา
หรือ คนที่มารักไม่สามารถ ทำให้เราลืมเลือนอดีตที่ดีนั้นลงได้
หรืออาจเพราะเรา กลัว ขยาด ไม่มั่นใจตนเอง หรือคนที่มาชอบพอก็ได้เช่นกัน

แต่เชื่อไหมล่ะ
วันดีคืนดี เจอผู้หญิงธรรมดาๆ หน้าตาบ้านๆพื้นๆ เดินผ่านเข้ามาในสายตา
หัวใจของเรามันกลับสั่งให้สายตาหันไปมอง และจับจ้องเธอเอาไว้
ยังกับว่า เกรงว่าเธอจะเลือนหายไปจากสายตาและความทรงจำ

ตลอดระยะเวลาที่หัวใจด้านชา ไม่รู้สึกรู้สาอีกแล้วกับคำว่ารัก
กลับเฝ้าเรียกร้อง ห่วงใย อยากดูแล อยากเห็นหน้า อยากอยู่ใกล้ชิดเธอคนนั้นตลอดไป

หัวใจตรมๆ
หัวใจที่เคยหมองเศร้า
มันกลับฟื้นคืนชีวิตชีวา
มันมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าเธอ ได้อยู่ใกล้ชิดเธอ ได้พูดคุยกับเธอ
มันเป็นความสุขที่เคยได้ เคยมี เหมือนเมื่อครั้งในอดีต
มันทำให้เรารู้ว่า เรายังมีชีวิต เรายังมีหัวใจอยู่

แต่ก็อีกนั่นแหละ
พอเราเริ่มรัก หลงรัก ทุ่มเทใจ มอบใจ
ยกเธอเข้ามาสู่ส่วนที่ดีที่สุดของหัวใจ
เธอกลับ เหมือนจะเดินหนีออกไปจากเรา
ยิ่งเราเอื้อมมือจะไขว่คว้าเพื่อโน้มดึงเธอเข้ามาสู่อ้อมกอด
เธอกลับไม่มีตัวตน เธอพยายามเดินหนีออกจากความทรงจำของเรา
จนห่างไกลออกไปทุกที

ทำไมชีวิตรักมันตรอมตรมอย่างนี้
เมื่อไม่สนใจมันกลับพุ่งเข้าหา
แต่พอเวลาจะไขว่คว้า มันกลับเลือนลางหายไป
ช่วงชีวิตของคนคนนึง
มันไม่ยากหรอกที่จะมีใครมารัก
แต่มันยากนัก ที่เราจะรักใคร และใครคนนั้นก็รักเรา
และมันกลับยากยิ่งกว่าเมื่อเรารู้ว่าใช่
แต่พอเอื้อมมือยื่นออกไป เรากลับได้แต่สายลม
และความทรงจำที่เจ็บปวดและขื่นขม
เหลือไว้ให้เป็นรอยแผลในใจที่ติดตรึงคาไว้
ในหัวใจเราตราบนิรันดร
มันชั่งเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน




วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

อัลบัมคิงส์โพธิ์ดำ


ขอบคุณ ทุกน้ำใจ  ที่มีให้  เสมอมา
ขอบคุณ  ทุกเวลา  ที่ถามหา ว่าอยู่ไหน
ขอบคุณ  หมู่มวลมิตร  ที่ดูแล  อย่างชิดใกล้
ขอบคุณ  ด้วยน้ำใจ  ฝากคืนให้  ทุกผู้นาม


ขอบคุณที่แวะมานะครับ ยินดีต้อนรับทุกท่าน




อัลบัมชุด คิงส์โพธิ์ดำ หน้า 1

ประกอบด้วยเพลงดังนี้ครับ
1.นี่แหละอิสาน
2.น้ำตกนางลอย
3.เล็กจ๋า
4.นักเลงให้ไปชายแดน
5.น้ำตากันตรึม



คิงส์โพธิ์ดำหน้า 2

1.หนุ่มน้ำพอง
2.ฟังเครื่องไฟ
3.เข็ดแล้ว กทม.
4.ภาษาไทยวันละคำ
5.พบกันครึ่งทาง


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไมเราจึงไม่รวย


เคยไหมที่บางครั้งเราเคยถามตัวเองว่า
เมื่อไหร่กูจะรวยซักทีโว๊ย

แต่ครั้นหันกลับมามองตัวเราเองอย่างถ้วนถี่แล้ว
เราจะพบว่า มันมีรายได้ที่ไหลเข้ามาหาเราเพียงทางเดียวหรือไม่กี่ทางเท่านั้น
เช่นเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็จะมีเพียงเงินเดือนอย่างเดียวที่ไหลเข้า
บางคนก็ตามค่าแรงขั้นต่ำ คือวันละ 300 บาท หรือ เดือนละ 9,000บาท
บางคนก็ 15,000บาท 20,000 บาท ประมาณนี้
แล้วเราลองตรองดูว่า เมื่อมีรายได้ไหลเข้าเท่านี้
ลองคิดเลขแบบไม่ต้องกินต้องใช้เลย เดือนละ 9 พันหนึ่งปี
เราจะมีเงินเก็บ 108,000 บาท นี่คือไม่ใช้เลยแม้สลึงเดียว
ถ้า 20,000 บาท หนึ่งปีไม่ใช้เลยซักสลึงจะมีเงินเก็บ 240,000บาท
แต่ความเป็นจริง เราต้องกินต้องใช้ มีค่าเช่าบ้าน หรือเช่าซื้อบ้าน
มีค่าใช้จ่ายประจำในครัวเรือน หรืออาจมีลูกกำลังกินกำลังเรียน
หรืออาจแบกรับภาระทางครอบครัว พ่อแม่พี่น้องอีก หรืออาจผ่อนส่งงวดรถอีก
ลองถามตัวเองซิว่า จะพอหรือไม่ เมื่อไม่พอ
เราจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บสะสม ให้ยอดมันงอกเงยขึ้นมาได้จนเราร่ำเรารวย
มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์เงินเดือนจะร่ำรวยขึ้นมาได้
เพียงเพราะรายได้จากเงินเดือนช่องทางเดียวที่ไหลเข้าครอบครัว
นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมเราจึงไม่รวย
และลองถามตัวเองอีกว่า อีกสิบปี 20 ปี เราจะรวยหรือไม่
เราก็ต้องตอบตัวเองว่าอีกสิบปี อีกยี่สิบปี เงินเดือนเราจะขึ้นเป็นแสนหรือไม่
ถ้าคำตอบคือไม่ คุณก็ได้คำตอบอยู่แล้ว ในเมื่ออีกสิบปียี่สิบปีค่าใช้จ่ายก็ยังมี
และอาจจะเพิ่มมากขึ้นด้วยเพราะจะรวมถึงค่ารักษาพยาบาลเข้าไปด้วยในยามเราชรา
คำถามและคำตอบ เราก็รู้อยู่แล้วด้วยตนเอง

ทีนี้เราจะคิดอย่างไรทำอย่างไร ให้รายได้มันไหลเข้ามากขึ้น หรือหลายทางมากขึ้น
ไม่คงที่ตายตัวเหมือนที่ผ่านมา เราก็ต้องหาวิธี ที่จะทำให้รายได้เราไม่ตายตัว
นั่นก็คืออาชีพอิสระที่สร้างงานสร้างเงินโดยตัวของเราเอง
ตามความขยันของเราเอง เช่นทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆที่ไม่ใช่ร้านขายของชำ
หรือร้านโชว์ห่วย มันต้องมีช่องทางจนได้ถ้าเราเดินมองหามันให้ดีดี

เราอาจถามตนเองว่า เราทำอะไรได้
บางคนตกงานมาแล้วมานั่งร้องไห้
บ่นว่าหางานไม่ได้เขาไม่ให้โอกาส
ทำไมเราไม่ถามตัวเองบ้างว่า แล้วทำไมเราต้องรอให้คนอื่นให้โอกาส
ทำไมเราไม่สร้างโอกาสให้ตนเองดูบ้าง

แน่นอนว่าสิ่งที่เราเคยทำเคยคิด
มันเป็นผลมาจากอิทธิพลความคิดทางสังคม
ว่าถ้าเรียนจบนั่นมาต้องทำงานอย่างนี้
ถ้าเรียนจบโน่นมาต้องทำงานอย่างนั้น
มันถูกปลูกฝังเรามาในสมองตั้งแต่เด็ก
จนเราคิดว่า เรียนจบมาเพื่อเดินเข้าออฟิศ เดินเข้าโรงงานอย่างเดียวเท่านั้น
เราถูกอิทธิพลนายทุนกล่อมเกลาว่า
ถ้าไม่เข้าออฟฟิศ ไม่เข้าโรงงาน ก็คือตกงาน
เป็นค่านิยมที่โสโครก เพราะเขาไปจำกัดความคำว่า ทำงานว่า
เช้าต้องออกจากบ้านไปทำงานที่ไหนซักแห่ง เย็นก็กลับบ้าน
สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน นั่นคือการทำงาน

ซึ่งความจริงมันไม่ใช่
การทำงาน ไม่จำเป็นต้องมีสถานะ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง หรือมีโต๊ะทำงาน
การทำงานหมายถึง การทำมาหาเลี้ยงชีพ ที่เป็นสัมมาชีพ
เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน
มีรายได้จุนเจือ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ นั่นต่างหากคือการทำงาน

หลายคนบอกว่าเคยเป็นคนขับรถ คนล้างจาน รปภ.พนักงานโรงงาน พนักงานออฟฟิศ
เป็นพนักงานขาย เป็นผู้จัดการ และอื่นๆมากมาย ซึ่งสรุปแล้ว
เราเคยทำงานทุกอย่างได้ ตั้งแต่ยามยันผู้จัดการ
แต่เราทำได้เพราะคนอื่นบอก คนอื่นอุปโลกน์ให้เราเป็น ให้เราทำ
ในเมื่อเราทำได้ เราเป็นได้ ทำไมเราไม่สั่งให้เราทำ สั่งให้เราเป็น 
แต่งตั้งให้ตัวเองเป็นผูจัดการฝ่ายขาย และหาสินค้า ผลิตสินค้ามาขาย
ขายให้เหมือนกับเราเดินขายให้เขา เช้ายันค่ำ เพื่อแลกคอมมิชชั่นไม่กี่บาท
ลองขายดู ทำให้เหมือนกันทำให้หนัก แต่ผลลัพธ์มันเราจะได้คนเดียวไม่ใช่นายจ้าง

นี่คือสิ่งที่คนเราไม่เคยให้โอกาสตนเอง
เป็นเพราะเราดูถูกตนเอง ไม่เห็นความสำคัญตนเอง
เรารอให้คนอื่นมายื่นโอกาสให้ และบอกว่าตอนนี้คุณเป็นพนักงานขายแล้วนะ
เป็นผู้จัดการแล้วนะ แล้วคุณก็เป็นไปตามบทบาทที่เขามอบให้เพื่อรับค่าตอบแทน ไม่กี่บาท
เมื่อเขาไม่จ้างเราก็มานั่งร้องไห้ฟูมฟาย ทั้งที่ คุณเป็นได้ทุกอย่าง แต่คุณไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่เคยให้โอกาสตนเองบ้างเลย ถ้าคุณทำให้คนอื่นรวยได้
คุณก็ทำให้ตนเองรวยได้เช่นกัน ลองดูนะ สหายทั้งหลาย