วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อกหักเพราะอะไร



เราอกหักเพราะอะไร
มนุษย์เราเกิดมาบนโลกใบนี้
 น้อยคนนักที่จะไม่เคยพบพากับความอกหักผิดหวัง
ไม่ว่าจะยากดี มีจน สาละวนหนีไม่พ้นความอกหัก ความผิดหวัง
คนจนก็ อกหักผิดหวังแบบคนจน
คนรวยก็อกหัก ผิดหวังตามแบบอย่างของคนรวย
แล้วถ้ามีใครถามว่า
เราอกหักเพราะอะไรกันล่ะ
ก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า
เพราะเราคาดหวังนั่นเอง
สิ่งใดก็ตามที่เราคาดหวังเอาไว้
ยิ่งตั้งความหวังเอาไว้มาก
ถ้าไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังตั้งใจนั้น
มันก็จะยิ่งทำให้เราผิดหวังมากตามไปด้วย เป็นเงาตามตัว
ถ้าเราคาดหวังน้อย ก็ผิดหวังเพียงเล็กน้อย

ความคาดหวังส่วนใหญ่มาจาก
อยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
ความคาดหวัง กับความฝันในวัยเด็ก มักมีผลต่างกัน
ในวัยเด็กเราทุกคนมักมีความฝันอยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่
แต่พอเวลาผ่านไป วัยเปลี่ยนไป สังคมเราเปลี่ยนไป 
เราก็มักมีความฝันใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ
โดยที่ตัวเราเองก็ไม่รู้สึกเสียใจ หรือกระทบกระเทือนใจ
กับความฝันที่ไม่บรรลุผลนั้น

แตกต่างจากความคาดหวังเมื่อเราเติบโต
การที่เราทำอะไรลงไป เรามักจะทุ่มเท แรงกาย แรงใจ
โถมใส่เข้าไปด้วยในความหวังนั้น เพื่อหวังจะให้มันประสบผลสำเร็จ
ตัวอย่างเช่น เราทำธุรกิจ ทำการค้า เราก็หวังว่ามันจะประสบผลสำเร็จ
หวังให้กิจการนั้นเป็นแหล่งรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวของเราเอง
เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราก็จะหมดแรง ถอดใจ

หรือ
เรารักชอบใครสักคน
เราก็มักจะทุ่มเท ทุกสิ่งทุกอย่างให้เขา ให้เธอ
ทั้งนี้ก็เพื่อหวังว่า เขาหรือเธอ จะตอบรับรักนั้นตอบสนองเรา
ทั้งที่บางครั้งเราก็ยังไม่ได้ เปิดโอกาสให้เธอ และเขา ได้เลือก หรือ
พิจารณาเราบ้างเลย
แต่เราเองกลับจะรวบรัด จะมัดมือชก
วิ่งตารีตาเหลือก หาโน่น ซื้อนี่ ติดไม้ติดมือมาเป็นของฝาก ของกำนัล
โดยไม่ทันถามฝ่ายตรงข้ามด้วยซ้ำว่าเขาชอบ หรือถูกใจหรือไม่

พอเขาหรือเธอปฏิเสธ ก็เป็นเดือดเป็นร้อนว่าเขาไม่ให้เกียรติ เราบ้างล่ะ
รังเกียจเราบ้างล่ะ อุตสาห์ซื้อหา อุตสาห์แสวงหามาให้ บ้างล่ะ

ความอุตสาหะดังว่านั้น ถ้าจะพูดตามจริง
ก็เป็นเราเองนั้นแหละที่ริเริ่มเอง คิดเอง เออเอง
บางทีเพียงแค่เขายิ้มให้ หัวใจก็อ่อนระทวย เหมือนเทียนต้องไฟ
บางครั้งเพียงแค่เขาคุยด้วย เพราะอยู่บ้านใกล้กัน
หรือทำงานที่เดียวกัน เราก็เก็บไปฝันจะเลยเถิด เตลิดไปจนนอกทาง
พอฝันค้างก็โทษคนอื่น

สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุของความอกหักผิดหวังทั้งสิ้น
แล้วถ้ามีคนถามว่า เราไม่อยากอกหัก ก็ไม่ต้องคาดหวังได้หรือไม่
ก็ต้องตอบว่า
ไม่ได้ เพราะมนุษย์เรา เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์สังคม
ต้องการความรัก ความอบอุ่น ต้องการการยอมรับจากคนในสังคม
ต้องการแลกเปลี่ยนวิทยาการใหม่อยู่เสมอ

มนุษย์เราต่างจากสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นก็ตรงนี่ มนุษย์เรามี จินตนาการ
มีอุดมการณ์ หรือระบบความเชื่อ ที่สัตว์ไม่มี
ถ้ามนุษย์เราปราศจากอุดมการณ์ ปราศจากจินตนาการแล้ว
มนุษย์เราก็จะลดชั้นตัวเองเป็นเพียงสัตว์ชั้นต่ำเท่านั้นเอง
มีชีวิตอยู่ไปวันๆ
มีชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ
อยากก็กิน
ง่วงก็นอน
หิวก็ล่า
ถึงหน้าก็ผสมพันธุ์
ชีวิตที่ไร้สีสัน ไร้ชีวิตชีวาอย่างนั้น
มนุษย์เราอยู่ไม่ได้
เพราะมันไม่มีแรงบันดารใจให้กับชีวิต
มันจะทำให้เราเกิดความเฉื่อยชาในชีวิต

ดังนั้นเมื่อเราขาดสิ้น ความหวังไม่ได้ 
เราจะอยู่อย่างไรไม่ให้อกหัก หรือผิดหวัง
ก็ต้องบอกว่า
ควรใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท
มีความละเอียดรอบคอบให้มากขึ้น
คิดการใดก็คิดให้รอบด้าน ทุกมิติ
อย่าคิดเอาแต่ได้ หรือคิดเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว
คิดการใดก็ควรดูกำลังของตัวเอง
ถ้าเราบินตามแรงที่ปีกเรามี
ถ้าเราออกแรงตามแรงที่เรามี แม้จะตก พลาดพลั้งบ้างบางครา
เราก็คงไม่ถึงกับต้องเจ็บช้ำมากจนเกินไป

ถ้าเจอคนถูกใจ
ก็อย่าคิดไปไกลว่า เธอคือแม่ของลูกเรา
 เขาคือพ่อของลูกเราในอนาคต

แค่ยิ้มให้กันก็สมหวังแล้ว
วันที่สองยิ้มให้กันอีกก็อาจมีพูดคุยทักทายกัน
ก็เกินหวังไปอีกขั้น
วันที่สามทักทายกัน มีปัญหาปรึกษาหารือกัน
ก็ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิด
วันที่สี่แลกเบอร์โทร ก็กำไรมากแล้ว
วันที่ห้า ถ้าใครขอแต่งงาน
วันที่หกก็ตกม้าตาย

ความรักต้องเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย
ใส่ความจริงใจ ถอดหน้ากาก ไม่ดัดจริต
แสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา
ให้กันและกันเห็น
อย่าปั้นหน้า อย่าวางท่า อย่าอวดฟอร์ม
อย่าทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติมนุษย์ธรรมดา
กิริยาเหล่านี้ มันจะถูกซึมซับจากฝ่ายตรงข้าม
โดยที่เขาหรือเราก็ไม่รู้ตัว
แล้วความอกหักจะหาเราไม่เจอ



รักพี่ได้ไหม
คำร้อง- ทำนอง กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร

 กังวาล ทองเนตร เจ้าของลิขสิทธิ์เพียงผู้เดียว





วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รากเหง้าเราเดิม




มนุษย์เรา 
แม้จะออกจากป่าจากถ้ำมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม
แม้เราจะสร้างสังคมเมืองขึ้นให้น่าอยู่เพียงไรก็ตาม
ก็ไม่ใช่เครื่องมือวัดว่า นั่นคือความสุข ความต้องการที่แท้จริงของเรา
แม้จะอยู่ในสถานที่โอ่โถง หรูหรา 
รายล้อมด้วยบริวาร แก้วแหวน เงินทอง
 และสิ่งความอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมาย
ก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า มนุษย์นั้น เข้าถึงจุดสูงสุดของความสุขแล้วแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม
มนุษย์ยังโหยหา ธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา
จิตใต้สำนึกที่แท้จริงของมนุษย์ ยังคิดถึงพื้นเพเดิมของชีวิต
ยิ่งมนุษย์ใฝ่หา สิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าใด
ก็ยิ่งเป็นการประกาศว่า เขาเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว

เพราะสิ่งบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้น
แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง เครื่องกล่อม
กล่อมยามที่คนเรา โหยหา ถวิลหา
ยิ่งโหยหา ยิ่งถวิลหา คนเราก็ยิ่งพยายามจะลดดีกรีความต้องการนั้นลง
ด้วยการ พึ่งพาสิ่งกล่อมอารมณ์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

มนุษย์ในเมือง ยิ่งต้องการแสวงหาสิ่งกล่อม เหล่านั้น
 มากยิ่งกว่าคนที่อาศัยอยู่ในชนบท
คนในเมืองสร้างสิ่งกล่อม สิ่งย้อมอารมณ์ขึ้นมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิง โรงหนัง โรงละคร
เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
ให้มีชีวิตต่อไปได้

บางคนก็ซื้อหา ไม้ดอก ไม้ประดับเล็ก มาใส่กระถาง ตั้งไว้
ตามหน้าบ้าน หน้าประตู ระเบียงหน้าต่าง โต๊ะทำงาน
เพื่อลดแรงกดดัน ลดแรงต้องการของจิตใต้สำนึกลง
บางครั้ง ก็แบกกระถางต้นไม่เหล่านั้น มาอวดกัน แข่งขันกัน
หรือแลกเปลี่ยนกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความสุขซึ่งกันและกัน

มันไม่ใช่ความผิดที่เรามีความต้องการเช่นนั้น
เพราะนั่น มันคือวิถีชีวิตดั้งเดิม และแท้จริงของเรา
และมันยังคง จะดำเนินอยู่อย่างนั้นตลอดไป

ยิ่งเราพยายามจะหนี ธรรมชาติ มากเท่าใด
ยิ่งเราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติมากเท่าใด
เรายิ่งต้องน้อมกาย ยอมตนเข้าหาธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งหมดนี้มันเป็นวิถีชีวิต ที่ถูกดัด ดัดแปลงไปจากของเดิม
ตามที่มันควรจะเป็น จะดำเนินไป เราดัดแปลงวิถีชีวิต
ให้ไกลจากธรรมชาติ เพื่อจะลบคำว่า 
ล้าหลัง ออกจากใจตัวเอง
หลายคนไม่มีความสุขกับ พื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่มีแต่เดิมของตน
และเพื่อต้องการ ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพสังคม ที่เป็นอยู่
 เพื่อให้ได้ การยอมรับจากสังคมรอบข้าง
จึงพยายามลบล้าง ความเป็นจริงที่ติดตัวมา ให้ออกไป
แต่ยิ่งล้าง ยิ่งลบ ยิ่งกลบ ก็ยิ่ง ห่างไกล และโหยหา

หลายครั้งเราแอบหลบสายตาของสังคมรอบข้าง
เพื่อไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้
ไปนั่งเล่นข้างริมธาร แอบไปฟังเสียงนก เสียงกา
 เสียงจั๊กจั่น เสียง หรีดหริ่ง เรไร

ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่เหมือนดั่งว่ากำลังป่วย
ป่วยจากการ บีบคั้น ป่วยจากแรงกดดัน
ป่วยจากวิถึชีวิตแบบใหม่
ที่ซื้อหา แลกเปลี่ยนมาด้วย เงินตรา
เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับการยอมรับเท่านั้นเอง

ความสุขที่แท้จริงมันอยู่เพียงแค่
อีกด้านหนึ่งของความคิดเรา ที่ปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น
ลองหันกลับมา แล้วเราจะเห็นมัน
เงินตรา ซื้อหา สิ่งของ วัตถุต่างๆได้
แต่ซื้อความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เลย
ถ้าเราต้องการ ก็ถอยความคิดกลับมา
ใช้ชีวิต ตามที่เราควรจะใช้แต่เดิม
ตั้งแต่เราลืมตาออกมา
ถึงแม้เราจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย
วันหนึ่งเราก็เป็นทุกข์ เพราะห่วงมัน

จำไว้เสมอว่า ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของอื่นใด
มันไม่จากเราไป เราก็ตายจากมัน

มันจะเป็นเช่นนี้อยู่ดี
เพราะสุดท้ายคนเราก็ต้องหวนกลับมายังวิถีดั้งเดิม
 คือ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
จงอย่าเสียเวลาเดินหนีมัน
แต่จงเก็บแรง ใช้ชีวิตอยู่กับมัน
หาความสุขกับมัน อย่างรู้เท่าทัน
เพราะมันคือรากเหง้าเดิมของเรา


รอพี่ที่สวรรค์
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร


ชั่งเถอะฉันมันจน
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร








วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การเลื่อนชั้นทางชีวิต


เพื่อนทั้งหลาย จำได้หรือเปล่า ตอนที่เราเรียนหนังสือ
ชีวิตในวัยเรียนของเรา มันชั่งแสนสนุก มีชีวิตอยู่ท่ามกลางแวดวงผองเพื่อน
ชีวิตของเราไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไร ทุกอย่างซึ่งเป็นภาระหนัก
 มันไปอยู่บนบ่าของพ่อของแม่เราเสียหมด
 ดังนั้นชีวิตในวัยเรียนของเรา 
เป็นช่วงที่เราทุกคนมีความสุขที่สุด
แต่ในความเป็นมนุษย์
 มันก็เลี่ยงเสียไม่ได้ที่เราจะต้องมีภาระ ความรับผิดชอบ
 แม้เราจะไม่อยากทำก็ตาม


ชีวิตที่แสนสนุกสนานในวัยเรียนของเราก็เช่นกัน
 สิ่งที่ทุกคนไม่อยากเจอ ไม่อยากเผชิญมัน

หลายคนคิดว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุด 
ในชีวิตวัยเรียน หลายคนอยากหลบเลี่ยง
 อยากหนีไปแต่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้


นั่นคือการเดินเข้าสู่การสอบ การสอบไล่ เป็นสิ่งที่วัยเรียนต้องพบเจอมัน
 แม้เราไม่อยากเจอมัน
แต่เราก็ต้องเจอ นั่นก็เพราะ การสอบไล่ เป็นปราการด่านสุดท้าย
ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้

การที่เราเดินมาถึง การทดสอบ เดินมาถึงปราการหลักใหญ่นี้ 
มันบ่งบอกว่าเรา ได้เดินมาจนสุดทางในช่วงชีวิตช่วงนั้นแล้ว


การที่เราจะก้าวขาข้ามไปยังช่วงชั้นชีวิตใหม่ได้ เราก็ต้องผ่านการทดสอบ
 ผ่านการพิสูจน์ตัวเราเองเสียก่อนว่า เรามีคุณสมบัติ 
ที่จะเลื่อนชั้น ไปยังชั้นที่สูงขึ้นหรือไม่ ถ้าเราผ่านมันไปไม่ได้

เราก็ยังไม่สามารถบอกใครได้เลยว่า เรานั้นผ่านชีวิต
 ผ่านเส้นทาง ผ่านอุปสรรคที่เขาวางมันไว้ เพื่อทดสอบเราอย่างไร


หลายคนพอเจอด่านทดสอบ ก็พยายามที่จะหลบเลี่ยงไปเสียให้ได้ 
ไม่กล้าเผชิญกับมัน
ทั้งที่ มันเป็นด่านพิสูจน์ตนเอง 
และเป็นปราการด่านสุดท้ายในแต่ละช่วงชีวิต
 ที่เราจะต้องพบเจอ

ยิ่งเราเรียนหนังสือในช่วงชั้นที่สูงขึ้น ด่านทดสอบนี้ ก็ยากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
 ถ้าเรามัวแต่หลบ มัวแต่ไม่กล้าพิสูจน์ตัวเอง เราก็ไม่มีทางที่จะก้าวขาข้ามมันไปได้
 เราก้ยังเป็นเพียงแค่เด็กอนุบาลแรกเข้า โดยที่ไม่เคยผ่านด่านทดสอบ
 ทั้งที่เราสมควรจะผ่านด่านแรกนี้ 
ไปแล้วเสียตั้งนาน


เมื่อรู้เสียอย่างนี้แล้ว ก็จงภูมิใจที่เราได้เข้าสู่ด่านทดสอบ ครั้งแล้วครั้งเล่า 
เพื่อวัดความเป็นคนของเรา วัดจิตใจของเรา วัดระยะทางที่เราเดินมา 
ว่ามาถึงไหนแล้ว ยิ่งเราผ่านการทดสอบมากเท่าใด ก็ยิ่งประกาศศักดา
 ประกาศศักยภาพ ว่าเรามีความพร้อม ที่จะเตรียมตัวเข้าสู่ ระบบสังคม
 เตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางในสังคม เตรียมตัวออกจากวัยเรียน 
เพื่อไปใช้ชีวิตในสังคม



ซึ่งชีวิตในสังคมที่เราจะต้องเรียนรู้ มันยากเย็น
 ยิ่งกว่าด่านทดสอบในห้องเรียน 
ซึ่งในเวลานั้น ชีวิตเรา อาจไม่มีแล้ว บ่าของพ่อแม่
ที่มาช่วยเราแบกภาระแทนเราไว้ แม้เราจะต้องการก็ตาม

ทุกเส้นทางชีวิต ล้วนมีด่านทดสอบเราเสมอ 
จงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เพื่อรอรับกับมัน


จงจำและระลึกไว้เสมอว่าทุกครั้งที่เราเจอปัญหาใหญ่ในชีวิต 
นั่นแสดงว่าเราเดินทางมาถึงจุดที่เรากำลังจะก้าวข้ามช่วงชั้นทางชีวิต
 ก้าวข้ามช่วงชั้นชีวิตทางสังคม เพื่อเข้าไปสู่ช่วงชั้นทางสังคมใหม่
 ที่ใหญ่กว่า และสูงขึ้นไปอีก และตราบใดที่เรา ยังมีชีวิตอยู่
 การทดสอบก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป



เพราะมันจะเป็นการวัดเราว่าสมควรมีชีวิตอยู่ต่อ หรือยอมพ่ายแพ้ให้กับมัน
 และมันยังเป็นการประกาศเลื่อนฐานะทางสังคมของตนเองให้สูงขึ้นไปพร้อมกันด้วย 
มันเป็นความยุติธรรมทางธรรมชาติ ที่ผู้ผ่านการทดสอบจะมีชีวิตที่ดีขึ้นสูงขึ้นเป็นลำดับ



เราลองมองย้อนหลังกลับไปดูก็ได้ว่า ในชีวิตเราผ่านการทดสอบมาแล้วกี่ครั้ง
 และที่เรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ เพราะอะไร นั่นก็เพราะเรา ผ่านปราการด่านสุดท้ายในแต่ละช่วงชีวิตมาแล้วทั้งสิ้น ถ้าเรายังไม่กล้าที่จะเดินเข้าห้องสอบ ป่านนี้ชีวิตเรา
 คงอยู่แต่ในห้องอนุบาล ที่มีครูพี่เลี้ยงคอยประคบประหงม มีพ่อมีแม่คอยฉุดดึง 



และคนพวกนั้นก็คงไม่ภูมิใจเลยที่เราไม่เติบโต ไม่กล้าเผชิญปัญหา 
ท่านคงตายตาไม่หลับเพราะห่วงลูกแหง่อย่างเรา ทำไมเราไม่เดินเข้าไปหามัน เผชิญมัน
 ในเมื่อเรารู้ว่า มีความสำเร็จอยู่ข้างหลังด่านปราการนั้นรอเราอยู่ 
มีเกียรติยศ มีชุดเครื่องแบบทางสังคม
เตรียมรอเราให้ไปสวมใส่อยู่

เมื่อเราแข็งแกร่ง เมื่อเรามีประสบการณ์ เราจะได้กางปีก ยื่นมือ 
และเอาบ่าของตัวเองมาแบกภาระทั้งหลายแทนผู้อื่นและพ่อแม่ของเรา


เพื่อนเอย ด่านนี้รออยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว เจ้าก็เคยรู้แล้วว่าเมื่อเจ้าผ่านมันไปได้ 
ชีวิตของเจ้าก็จะเข้มแข็ง เติบใหญ่ขึ้น เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่า 
ข้างหลังด่านนั้นมียาชูกำลังให้เจ้าเดินต่อไปได้อีก

มีเกียรติยศทางสังคม รอเจ้าอยู่ เจ้าจงเดินเข้าไป พิสูจน์ตัวเอง 
ว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่จะผ่านมันไป และหยิบถือเอาของรางวัลนั้นไปด้วย
 เพราะมันคือรางวัลของคนจริง รางวัลของคนกล้า รางวัลของคนมีฝัน
 เจ้าจงอย่าเป็นคนขี้แพ้ ยอมละทิ้ง และหนีมันไป
 เพราะนี่มันคือ เส้นทาง
 การเลื่อนชั้นทางสังคมของเจ้าเอง



สุดคิดถึง สายัณห์ สัญญา ขับร้อง พี่ก้องทำ ตัดต่อเรียบเรียง กราฟฟิก







วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นี่แหละชีวิต



มนุษย์เราทุกคนเกิดมา ล้วนมีความฝันเป็นของตัวเอง
 ทุกคนมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม สภาพแวดล้อมที่คนคนนั้นอยู่อาศัยและเติบโตมา
 เช่น ถ้าเราเติบโตมาในสภาพสังคมครอบครัวเรา มีแต่คนป่วย คนไข้ 
ชีวิตครอบครัวเรา เห็นความยากลำบาก ทุกข์ทนอยู่กับการเจ็บป่วยไข้
 เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า เราอยากโตมาเป็นหมอ เป็นพยาบาล


แต่ถ้าเราเติบดตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม
 เจอแต่ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า 
อยากเป็นตำรวจ  
หรือถ้าคนในครอบครัวเราถูกข่มเหงรังแกโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
 เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า โตมาอยากเป็น ทนายความ เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา



ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของความฝัน ของชีวิตที่เราแต่ละคนอาจเคยวาดฝันเอาไว้
 และเราต้องยอมรับความจริงว่า สภาพแวดล้อม
 สภาพสังคม มักจะมีอิทธิพลต่อความคิดเราเป็นอย่างมาก
 ในการนี้อาจรวมไปถึงคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ของเราด้วย



แล้วถ้าอย่างนั้น หลายคนอาจถามกลับว่า
 แล้วความฝันจริงๆของเราล่ะ เป็นอย่างไร 
ความฝันจริงๆ แท้ๆของเรา ที่ไม่มีอิทธิจากภายนอก หรือผู้อื่นมากำหนด
เป็นอย่างไรกันแน่

เมื่อเอาเข้าจริง เราก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า 
มนุษย์เรานั้นมีน้อยมาก ที่ได้ใช้ชีวิต อย่างอิสระ เสรี
 โดยไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางความคิด หรือ กฎ หรือกรอบของผู้อื่น
 มีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย


แม้แต่ชีวิตการแต่งงาน การเลือกคู่ 
ที่จะต้องหาคนมาอยู่กับเราจนวันตาย เรายังไม่มีอิสระในการเลือกอย่างเต็มที่เลย
 เพราะสุดท้ายการตัดสินใจขั้นสูงสุดก็มักจะเป็นครอบครัวหรือพ่อแม่อยู่ดี
 แม้มีครอบครัวแล้ว มีลูกเกิดมา ลูกของเราแท้ๆ 
ยังต้องพึ่งพาคนอื่น ในการตั้งชื่อให้เสียด้วยซ้ำ



จะเห็นได้ว่าตลอดชีวิตเรา อยู่ใต้กฎ ใต้กรอบ จนวันตาย 
กฎ และกรอบ เหล่านี้ เป็นเหมือน โซ่ตรวน เป็นพันธนาการ เป็นกำแพงเหล็ก 
ที่มนุษย์เรานี่เอง สร้างมันขึ้นมา เพื่อกักขังตัวเอง  
ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิต ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ 
ตามที่ควรจะเป็น แต่ถูกกรอบความคิดของผู้อื่น มากดทับไว้ ตลอดเวลา



เมื่อเราถูกกดทับด้วยความคิดผู้อื่นมากเข้า
 ธรรมชาติของมนุษย์ ก็พยายาม ดิ้นรน เพื่อจะให้หลุดพ้น การจองจำนั้น 
หรือที่เรียกว่า ฉีกกฎ เพื่อปลดปล่อยตัวเอง ออกจาก พันธนาการนั้น 
แต่เราก็ไปได้ไม่ไกล เพราะสังคมทั่วไป มันเต็มไปด้วยกฎ 
และทุกคน จำยอม หรือยอมศิโรราบ อยู่ใต้มันไปเสียแล้ว



ดังนั้นเราจึงไม่มีทางเลี่ยงอื่นไปได้เลย 
นอกจาก เดินกลับมา อยู่ภายใต้มันด้วยอีกคน เช่นเดิม 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตมนุษย์ภายใต้ พันธนาการ 
จึงมีเส้นวงโคจรในแต่ละคน เป็นของตัวเอง



ในหนึ่งวัน วงโคจรชีวิตของเราจึงมักจะเป็นดังนี้



ตื่นเช้า ออกจากบ้าน ไปที่ทำงาน  ออกจากที่ทำงาน ก็กลับบ้าน  
สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน เพื่อเก็บเงินนั้นไว้ไปซื้อหา ไปแลกเป็นอาหาร
 ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ายารักษาโรค
 เส้นวงโคจรชีวิตเรา มันวนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้
 วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า จากเส้นผมบนหัวสีดำ ก็กลายเป็นสีดอกเลา
 และสีขาวในที่สุด แต่เส้นโคจรของเราก็ยังคงเป็นเช่นนี้



เราสูญเสียวิถีชีวิต ตามที่ควรจะเป็น 
เราสูญเสียการใช้ชีวิต ปฏิสัมพันธ์ กับสังคมรอบข้างตามที่ควรจะเป็น
 เราถูกผู้อื่นขีดเส้นให้เดิน ตั้งแต่ เรียน ทำงาน แล้วก็ แก่ เจ็บป่วยไข้
 เราทำงานอย่างหนัก ในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายทรุดโทรม
 แล้วก็นำเงินนั้นมารักษาตัวเอง 
บางคนแทบไม่มีโอกาส ได้หลุดจากกรอบนี้ไปได้เลย
จน วาระสุดท้ายของชีวิต เราทำเพื่ออะไร



มันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือไม่
 มันเป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็นจริงๆหรือไม่
 เส้นวงโคจรชีวิตนี้ มันเป็นสิ่งที่เราเลือก หรือคนอื่นเลือกให้เรากันแน่
 เราทำงานให้คนอื่น ตั้งแต่เรียนจบจนแก่ชรา 
ออกจากบ้าน 6-7 โมงเช้า เพื่อเข้างานให้ทัน 8 โมงเช้า
 และเลิก 5 โมงเย็น กว่าจะถึงบ้าน ก็ 1 - 2 ทุ่ม ในแต่ละวัน



เราเคยถามไหมว่าทำไมเราทุ่มเทมันขนาดนั้น
 ทำไมเราเอาชีวิตไปทิ้งขนาดนั้น 
ถ้า.. ถ้ากลับกัน ถ้าเราทำอะไรเป็นของตนเองบ้าง
 และทุ่เทให้มัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็นบ้างล่ะ
 ทำเหมือนที่เราทุ่มเทให้คนอื่นดูบ้าง 
ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ 
ชีวิตเราจะสบายกว่าที่เป็นอยู่นี้หรือไม่



ถ้าคิดแบบแหกกฎ ก็ต้องบอกว่า 
นั่นเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิต
 เปลี่ยนแปลงสังคม 
แต่ถ้าคิดแบบคนอยู่ใต้อาณัติแห่งกฎ
 ก็ต้องบอกว่าไม่ได้หรอก
 เพราะเราไม่มีความสามารถ ตรงนั้นแล้ว 
เราสูญเสียความสามารถนั้นไปแล้ว
 เพราะเราถูกเบี่ยงเบนวิถีชีวิตความเป็นคน  มานานเกินไป
 จนเราสูญเสียทักษะนั้นไปหมดแล้ว 
เราถูกสอนให้เรียนให้ดี เรียนให้จบ แล้วก็เอาตัวไปเป็นลูกน้องเขา
 ไปสิงสถิตย์ในโรงงาน ในออฟฟิศ 
ทำงานแลกเงินเพียงเล็กน้อย สร้างความมั่งคั่งให้เขา 
มานานเกินที่เราจะกลับไปตรงนั้นได้
 มันจึงเป็นวิถีชีวิตของเราไปแล้ว และยอมรับมันเพราะนี่แหละชีวิต


ปรัชญาชีวิต แง่คิด มุมมองจาก กังวาล ทองเนตร


เพลงหนุ่ม 3 ฤดู คำร้อง ทำนองโดย กังวาล ทองเนตร
กังวาลทองเนตร ขับร้อง (ไกด์ไลน์ ) ลิขสิขสิทธิ์เพลงของ กังวาล ทองเนตร