วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ครวญถึงน้อง




ครวญถึงน้อง


มะลิวัลย์ พันกอ พฤกษาดาด
ปาริชาติ แย้มช่อ พอไสว
ภุมรินทร์ บินว่อน ผ่อนหัวใจ
ได้ตอมไต่ เกสร สลอนชู
หมู่วิหค โบกบิน แนวสิงขร
ต่างเร่งจร ร่อนมา บินหาคู่
สายัณห์ย่ำ ค่ำแล้ว แก้วพทู
แม่ยอดชู้ เจ้าอยู่ เคหาใด
สุรีย์ลา จันทรา ก็ทอแสง
ดาราแต่ง แสงสี ราตรีใหม่
นภาพราว สกาวสุก ผูกพันใจ
ดาวน้อยใหญ่ ให้แสง แห่งราตรี
จั๊กจั่น เรไร ยวนใจข้า
บรรเลงมา พาให้ หัวใจพี่
เจ็บปวดร้าว ร้อนผ่าว หนาวฤดี
เหมือนดั่งมี พิษไข้ ในใจเรา
ทอดอาลัย ด้วยใจ ที่หดหู่
เหม่อมองดู นภา พาอับเฉา
หมู่เมฆา ลอยมา บดบังดาว
ราตรีเศร้า หงอยเหงา ลงทันใด
ฟ้าคำรณ กร่นเสียง ดังเปรี๊ยงปร้าง
พี่ครวญคราง ห่างน้อง ครองสมัย
เคยแนบชิด สนิทเนื้อ เรื้อลาไกล
สุดเสียดาย กายเจ้า ให้เขาชม

จากงานประพันธ์ บางส่วน เรื่อง กวีข้างถนน


โดย กังวาล ทองเนตร


ครวญถึงน้อง - สายัณห์ สัญญา ขับร้อง
กราฟฟิค ดีไซน์ ตัดต่อ โดย กังวาล ทองเนตร


ที่รักเธออยู่ไหน - สายัณห์ สัญญา ขับร้อง
กราฟฟิคดีไซค์ โดย กังวาล ทองเนตร


















วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รอยอดีต


เชื่อไหมว่า 
ทุกวินาทีที่ผ่านไป
เวลา..มันสะสมอดีตและความทรงจำของเราเอาไว้มากมาย
วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ที่เจ้าเวลามันเก็บงำและกลืนกิน
ความทรงจำของเราเอาไว้

หลายครั้งที่เราทำเป็นเหมือนไม่อยากสนใจ
ทำเป็นเหมือนไม่อยากรับรู้
ทำเป็นเหมือนว่า ไม่มีอะไร
แต่..
ทุกครั้งที่หัวใจเราเดินไปสะดุดอะไรซักอย่างเข้า
จนเรารู้สึก เหนื่อย ล้า ท้อ
กล่องความทรงจำในอดีต ที่เจ้าเวลามันเก็บงำเอาไว้
ก็มักจะถูกเปิดออกมา ฉายภาพวนเวียนไปมา ในสมอง
ในความทรงจำของเรา

หลายครั้ง
เราเห็นภาพเขา หรือเธอคนนั้น
เหมือนว่าเขาหรือเธอ เพิ่งจะคุยกันและเพิ่งจะลุกเดินออกไป
เบื้องหลังภาพความทรงจำเหล่านั้น
มันมักจะแฝงไปด้วย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ
ความเจ็บปวด คราบน้ำตา และอะไรบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ แฝงไว้อยู่เสมอ

หลายครั้งที่คิดถึงใครซักคน
ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเงาของกันและกัน
คิดถึงภาพที่เดินหิ้วถุงข้าวสาร
ที่ซื้อมาจากร้านขายข้าวสาร
ถุงละไม่เกิน 2 กิโล
คิดถึงภาพเธอหุงหาอาหารจัดแจงให้
ยามเราจน ซื้อข้าวกินครั้งละกิโลสองกิโลก็มีความสุข
ซื้อหมูปิ้ง สองไม้ ข้าวเหนียวอีกห่อ
ก็กินกันอย่างอิ่มเอมใจ

นึกภาพที่เคยไปเดินเล่นสวนสาธารณะ
ซื้อน้ำแก้วเดียว ลูกชิ้นย่างไม้เดียว
แล้วมานั่งกินกันที่ตรงเก้าอี้ตัวนั้น
เธอนอนหนุนตักฉัน
ฉันนอนหนุนตักเธอ
สลับผลัดเปลี่ยนกัน เธอยื่นไม้ลูกชิ้นย่างส่งใส่ปากเรา
เราก็ส่งคืนให้เธอบ้าง แล้วดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ดูดน้ำหลอดเดียวกัน
เท่านั้นก็สวรรค์แล้ว

ภาพรัก ภาพหลอนในอดีต
มันมักมีมนต์ขลัง เรียกน้ำตา
และตอกย้ำความทรงจำให้กับเราเสมอ ทุกครั้งที่กล่องกาลเวลามันถูกเปิดมา

บางครั้งเราผ่านไปย่านเก่าที่เคยอยู่
หรือสถานที่ที่เราเคยทำงาน
เราก็มักจะเห็นภาพความทรงจำเหล่านั้น ลอยวน
เต็มหน้าเรา ต้นไม้ต้นนั้น เขาหรือเธอเคยมายืนคอย
โทรศัพท์สาธารณะตู้นั้นเราเคยใช้ โทรหาเธอ
ตรงโน้นคือที่ที่เธอเคยทำงาน

มันอดไม่ได้หรอกเมื่อเราอยู่ในห่วงเวลา อยู่ในสถานที่ที่มันสร้างอดีต
และเก็บงำอดีตเราไว้ อดไม่ได้ ที่เราจะก้าวขาเดินย้อนรอยอดีต อีกสักครั้ง

หลายอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
หลายอย่างยังเป็นหลักฐานให้จดจำ
และผู้หญิงคนนั้นที่เราเคยรัก
ผู้หญิงคนนั้นที่เคยรักเรา
ผู้หญิงคนนั้นที่เคยรู้สึกดีกับเรา

หลายคนยังอยู่ที่เดิม
เคล้าหน้ายังคงเดิม
บุคคลิกภาพเปลี่ยนไป
ท่าทางสุขุม เป็นผู้ใหญ่
แต่ยังคงอ่อนหวาน อ่อนโยน
ด้วยท่าทาง กิริยา มารยาท
น้ำเสียงการพูดจา

ใช่แล้วพวกเธอทุกคนยังคงรักษาอัตลักษณ์
แม้อยากเข้าไปพูดคุยใกล้ๆ
อยากสอบถามสาระทุกข์สุกดิบ

แต่ก็ยังแอบถามตัวเองว่า เพื่ออะไร
รื้อฟื้นสัมพันธ์ความหลังอย่างนั้นหรือ
ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
รังแต่จะสร้างความเจ็บปวด ตอกย้ำแผลในใจให้กันและกันเท่านั้นเอง
บางครั้งการแอบย่องเข้าไปในอดีตของตัวเอง
มันก็ทำให้เราแอบยิ้มได้ ทั้งน้ำตา
เมื่อใดที่ใจเข้มแข็งพอ ก็จงเดินย้อนรอยอดีตเข้าไปดูบ้างก็ได้

อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า
ทุกเวลาที่ผ่านไป มันไม่ได้ผ่านไปโดยปราศจากความทรงจำ
มันมักมีความทรงจำทั้งดีและไม่ดีอยู่ในนั้นเสมอ
เพียงแต่เรา อย่าเอาตัวไปฝังยึดอยู่กับอดีต หรือรื้อฟื้นมันขึ้นมาก็พอ
ขอให้ระลึกรู้
แอบดูมันเป็นบางครั้ง
เพื่อเตือนความทรงจำ เตือนการกระทำของตัวเอง
ดูมันให้เป็นบทเรียน ใช้อดีตของเรา เตือนใจเรา
ชีวิตเราทุกคนตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
ตราบใดที่เวลายังคงอยู่ มันจะเก็บสะสมอดีตเราไว้เสมอ
ว่างๆก็เปิดมันออกมาดู ย้อนเวลาดูตัวเองบ้าง เดินย้อนเวลากลับไปแอบส่อง
รอยอดีตของเราดูบ้าง แล้วเราจะเข้าใจถึงสัจธรรมความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในรอยอดีตของตัวเราเอง




ภาพรักหลอนใจ สายัณห์ สัญญา ขับร้อง
กราฟฟิคตัดต่อโดย กังวาล ทองเนตร
เสียงจัดรายการโดย อ.ไพบูลย์ ศุภวารี



ลืมไม่ลง สายัณห์ สัญญาขับร้อง
กราฟฟิคตัดต่อโดย กังวาล ทองเนตร









วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อกหักเพราะอะไร



เราอกหักเพราะอะไร
มนุษย์เราเกิดมาบนโลกใบนี้
 น้อยคนนักที่จะไม่เคยพบพากับความอกหักผิดหวัง
ไม่ว่าจะยากดี มีจน สาละวนหนีไม่พ้นความอกหัก ความผิดหวัง
คนจนก็ อกหักผิดหวังแบบคนจน
คนรวยก็อกหัก ผิดหวังตามแบบอย่างของคนรวย
แล้วถ้ามีใครถามว่า
เราอกหักเพราะอะไรกันล่ะ
ก็ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า
เพราะเราคาดหวังนั่นเอง
สิ่งใดก็ตามที่เราคาดหวังเอาไว้
ยิ่งตั้งความหวังเอาไว้มาก
ถ้าไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังตั้งใจนั้น
มันก็จะยิ่งทำให้เราผิดหวังมากตามไปด้วย เป็นเงาตามตัว
ถ้าเราคาดหวังน้อย ก็ผิดหวังเพียงเล็กน้อย

ความคาดหวังส่วนใหญ่มาจาก
อยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
ความคาดหวัง กับความฝันในวัยเด็ก มักมีผลต่างกัน
ในวัยเด็กเราทุกคนมักมีความฝันอยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่
แต่พอเวลาผ่านไป วัยเปลี่ยนไป สังคมเราเปลี่ยนไป 
เราก็มักมีความฝันใหม่ๆเข้ามาอยู่เสมอ
โดยที่ตัวเราเองก็ไม่รู้สึกเสียใจ หรือกระทบกระเทือนใจ
กับความฝันที่ไม่บรรลุผลนั้น

แตกต่างจากความคาดหวังเมื่อเราเติบโต
การที่เราทำอะไรลงไป เรามักจะทุ่มเท แรงกาย แรงใจ
โถมใส่เข้าไปด้วยในความหวังนั้น เพื่อหวังจะให้มันประสบผลสำเร็จ
ตัวอย่างเช่น เราทำธุรกิจ ทำการค้า เราก็หวังว่ามันจะประสบผลสำเร็จ
หวังให้กิจการนั้นเป็นแหล่งรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวของเราเอง
เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราก็จะหมดแรง ถอดใจ

หรือ
เรารักชอบใครสักคน
เราก็มักจะทุ่มเท ทุกสิ่งทุกอย่างให้เขา ให้เธอ
ทั้งนี้ก็เพื่อหวังว่า เขาหรือเธอ จะตอบรับรักนั้นตอบสนองเรา
ทั้งที่บางครั้งเราก็ยังไม่ได้ เปิดโอกาสให้เธอ และเขา ได้เลือก หรือ
พิจารณาเราบ้างเลย
แต่เราเองกลับจะรวบรัด จะมัดมือชก
วิ่งตารีตาเหลือก หาโน่น ซื้อนี่ ติดไม้ติดมือมาเป็นของฝาก ของกำนัล
โดยไม่ทันถามฝ่ายตรงข้ามด้วยซ้ำว่าเขาชอบ หรือถูกใจหรือไม่

พอเขาหรือเธอปฏิเสธ ก็เป็นเดือดเป็นร้อนว่าเขาไม่ให้เกียรติ เราบ้างล่ะ
รังเกียจเราบ้างล่ะ อุตสาห์ซื้อหา อุตสาห์แสวงหามาให้ บ้างล่ะ

ความอุตสาหะดังว่านั้น ถ้าจะพูดตามจริง
ก็เป็นเราเองนั้นแหละที่ริเริ่มเอง คิดเอง เออเอง
บางทีเพียงแค่เขายิ้มให้ หัวใจก็อ่อนระทวย เหมือนเทียนต้องไฟ
บางครั้งเพียงแค่เขาคุยด้วย เพราะอยู่บ้านใกล้กัน
หรือทำงานที่เดียวกัน เราก็เก็บไปฝันจะเลยเถิด เตลิดไปจนนอกทาง
พอฝันค้างก็โทษคนอื่น

สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุของความอกหักผิดหวังทั้งสิ้น
แล้วถ้ามีคนถามว่า เราไม่อยากอกหัก ก็ไม่ต้องคาดหวังได้หรือไม่
ก็ต้องตอบว่า
ไม่ได้ เพราะมนุษย์เรา เป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์สังคม
ต้องการความรัก ความอบอุ่น ต้องการการยอมรับจากคนในสังคม
ต้องการแลกเปลี่ยนวิทยาการใหม่อยู่เสมอ

มนุษย์เราต่างจากสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นก็ตรงนี่ มนุษย์เรามี จินตนาการ
มีอุดมการณ์ หรือระบบความเชื่อ ที่สัตว์ไม่มี
ถ้ามนุษย์เราปราศจากอุดมการณ์ ปราศจากจินตนาการแล้ว
มนุษย์เราก็จะลดชั้นตัวเองเป็นเพียงสัตว์ชั้นต่ำเท่านั้นเอง
มีชีวิตอยู่ไปวันๆ
มีชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ
อยากก็กิน
ง่วงก็นอน
หิวก็ล่า
ถึงหน้าก็ผสมพันธุ์
ชีวิตที่ไร้สีสัน ไร้ชีวิตชีวาอย่างนั้น
มนุษย์เราอยู่ไม่ได้
เพราะมันไม่มีแรงบันดารใจให้กับชีวิต
มันจะทำให้เราเกิดความเฉื่อยชาในชีวิต

ดังนั้นเมื่อเราขาดสิ้น ความหวังไม่ได้ 
เราจะอยู่อย่างไรไม่ให้อกหัก หรือผิดหวัง
ก็ต้องบอกว่า
ควรใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท
มีความละเอียดรอบคอบให้มากขึ้น
คิดการใดก็คิดให้รอบด้าน ทุกมิติ
อย่าคิดเอาแต่ได้ หรือคิดเข้าข้างตัวเองอย่างเดียว
คิดการใดก็ควรดูกำลังของตัวเอง
ถ้าเราบินตามแรงที่ปีกเรามี
ถ้าเราออกแรงตามแรงที่เรามี แม้จะตก พลาดพลั้งบ้างบางครา
เราก็คงไม่ถึงกับต้องเจ็บช้ำมากจนเกินไป

ถ้าเจอคนถูกใจ
ก็อย่าคิดไปไกลว่า เธอคือแม่ของลูกเรา
 เขาคือพ่อของลูกเราในอนาคต

แค่ยิ้มให้กันก็สมหวังแล้ว
วันที่สองยิ้มให้กันอีกก็อาจมีพูดคุยทักทายกัน
ก็เกินหวังไปอีกขั้น
วันที่สามทักทายกัน มีปัญหาปรึกษาหารือกัน
ก็ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิด
วันที่สี่แลกเบอร์โทร ก็กำไรมากแล้ว
วันที่ห้า ถ้าใครขอแต่งงาน
วันที่หกก็ตกม้าตาย

ความรักต้องเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย
ใส่ความจริงใจ ถอดหน้ากาก ไม่ดัดจริต
แสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา
ให้กันและกันเห็น
อย่าปั้นหน้า อย่าวางท่า อย่าอวดฟอร์ม
อย่าทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติมนุษย์ธรรมดา
กิริยาเหล่านี้ มันจะถูกซึมซับจากฝ่ายตรงข้าม
โดยที่เขาหรือเราก็ไม่รู้ตัว
แล้วความอกหักจะหาเราไม่เจอ



รักพี่ได้ไหม
คำร้อง- ทำนอง กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร

 กังวาล ทองเนตร เจ้าของลิขสิทธิ์เพียงผู้เดียว





วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รากเหง้าเราเดิม




มนุษย์เรา 
แม้จะออกจากป่าจากถ้ำมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม
แม้เราจะสร้างสังคมเมืองขึ้นให้น่าอยู่เพียงไรก็ตาม
ก็ไม่ใช่เครื่องมือวัดว่า นั่นคือความสุข ความต้องการที่แท้จริงของเรา
แม้จะอยู่ในสถานที่โอ่โถง หรูหรา 
รายล้อมด้วยบริวาร แก้วแหวน เงินทอง
 และสิ่งความอำนวยความสะดวกอื่นๆมากมาย
ก็ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่า มนุษย์นั้น เข้าถึงจุดสูงสุดของความสุขแล้วแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม
มนุษย์ยังโหยหา ธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา
จิตใต้สำนึกที่แท้จริงของมนุษย์ ยังคิดถึงพื้นเพเดิมของชีวิต
ยิ่งมนุษย์ใฝ่หา สิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าใด
ก็ยิ่งเป็นการประกาศว่า เขาเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว

เพราะสิ่งบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้น
แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง เครื่องกล่อม
กล่อมยามที่คนเรา โหยหา ถวิลหา
ยิ่งโหยหา ยิ่งถวิลหา คนเราก็ยิ่งพยายามจะลดดีกรีความต้องการนั้นลง
ด้วยการ พึ่งพาสิ่งกล่อมอารมณ์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

มนุษย์ในเมือง ยิ่งต้องการแสวงหาสิ่งกล่อม เหล่านั้น
 มากยิ่งกว่าคนที่อาศัยอยู่ในชนบท
คนในเมืองสร้างสิ่งกล่อม สิ่งย้อมอารมณ์ขึ้นมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิง โรงหนัง โรงละคร
เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง
ให้มีชีวิตต่อไปได้

บางคนก็ซื้อหา ไม้ดอก ไม้ประดับเล็ก มาใส่กระถาง ตั้งไว้
ตามหน้าบ้าน หน้าประตู ระเบียงหน้าต่าง โต๊ะทำงาน
เพื่อลดแรงกดดัน ลดแรงต้องการของจิตใต้สำนึกลง
บางครั้ง ก็แบกกระถางต้นไม่เหล่านั้น มาอวดกัน แข่งขันกัน
หรือแลกเปลี่ยนกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความสุขซึ่งกันและกัน

มันไม่ใช่ความผิดที่เรามีความต้องการเช่นนั้น
เพราะนั่น มันคือวิถีชีวิตดั้งเดิม และแท้จริงของเรา
และมันยังคง จะดำเนินอยู่อย่างนั้นตลอดไป

ยิ่งเราพยายามจะหนี ธรรมชาติ มากเท่าใด
ยิ่งเราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติมากเท่าใด
เรายิ่งต้องน้อมกาย ยอมตนเข้าหาธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งหมดนี้มันเป็นวิถีชีวิต ที่ถูกดัด ดัดแปลงไปจากของเดิม
ตามที่มันควรจะเป็น จะดำเนินไป เราดัดแปลงวิถีชีวิต
ให้ไกลจากธรรมชาติ เพื่อจะลบคำว่า 
ล้าหลัง ออกจากใจตัวเอง
หลายคนไม่มีความสุขกับ พื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่มีแต่เดิมของตน
และเพื่อต้องการ ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพสังคม ที่เป็นอยู่
 เพื่อให้ได้ การยอมรับจากสังคมรอบข้าง
จึงพยายามลบล้าง ความเป็นจริงที่ติดตัวมา ให้ออกไป
แต่ยิ่งล้าง ยิ่งลบ ยิ่งกลบ ก็ยิ่ง ห่างไกล และโหยหา

หลายครั้งเราแอบหลบสายตาของสังคมรอบข้าง
เพื่อไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้
ไปนั่งเล่นข้างริมธาร แอบไปฟังเสียงนก เสียงกา
 เสียงจั๊กจั่น เสียง หรีดหริ่ง เรไร

ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่เหมือนดั่งว่ากำลังป่วย
ป่วยจากการ บีบคั้น ป่วยจากแรงกดดัน
ป่วยจากวิถึชีวิตแบบใหม่
ที่ซื้อหา แลกเปลี่ยนมาด้วย เงินตรา
เพื่อที่จะให้ตัวเองได้รับการยอมรับเท่านั้นเอง

ความสุขที่แท้จริงมันอยู่เพียงแค่
อีกด้านหนึ่งของความคิดเรา ที่ปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น
ลองหันกลับมา แล้วเราจะเห็นมัน
เงินตรา ซื้อหา สิ่งของ วัตถุต่างๆได้
แต่ซื้อความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เลย
ถ้าเราต้องการ ก็ถอยความคิดกลับมา
ใช้ชีวิต ตามที่เราควรจะใช้แต่เดิม
ตั้งแต่เราลืมตาออกมา
ถึงแม้เราจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย
วันหนึ่งเราก็เป็นทุกข์ เพราะห่วงมัน

จำไว้เสมอว่า ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของอื่นใด
มันไม่จากเราไป เราก็ตายจากมัน

มันจะเป็นเช่นนี้อยู่ดี
เพราะสุดท้ายคนเราก็ต้องหวนกลับมายังวิถีดั้งเดิม
 คือ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
จงอย่าเสียเวลาเดินหนีมัน
แต่จงเก็บแรง ใช้ชีวิตอยู่กับมัน
หาความสุขกับมัน อย่างรู้เท่าทัน
เพราะมันคือรากเหง้าเดิมของเรา


รอพี่ที่สวรรค์
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร


ชั่งเถอะฉันมันจน
คำร้อง- ทำนอง โดย กังวาล ทองเนตร
ขับร้องเป็นไกด์ไลน์ โดย กังวาล ทองเนตร