วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ระเบียบหรือโซ่ตรวน


 พันธนาการทางสังคม

โลกนี้ มันน่าอยู่นะครับ เราลองมองไปรอบข้างเราดู 
มันมีที่ที่สวยงาม มีสารพัดอย่าง ที่มันชวนให้หลงไหล ชวนให้น่าอยู่
มนุษย์เราต่างหากที่ทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่
มนุษย์เกิดมาก็อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง
 ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเอง
มนุษย์ก็อยากเป็นเจ้าของ

มนุษย์สร้างกรอบ สร้างกฎ เพื่อมาจำกัด บังคับมนุษย์ ด้วยกันเอง 
จนมนุษย์เราสูญเสียธรรมชาติ
สูญเสียความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิด 

เราถูกกฎ ถูกกรอบ แบ่งแยกว่าเรา ต่างกัน เราแบ่งชนชั้นกัน 
โดยเริ่มจากสร้างกฎมาแบ่งแยกชั้นชน
สร้างเงิน สร้างตำแหน่งทางสังคมขึ้นมา แบ่งแยก เราออกจากกัน

ทั้งที่โดยธรรมชาติของมนุษย์เรานั้น เกิดมามีความต้องการทางธรรมชาติเหมือนๆกัน 
เราต้องการอาหาร เราต้องการความรัก เราต้องการความอบอุ่น เราต้องการเพื่อน  เราต้องการสืบพันธุ์ เราต้องการขับถ่าย เราต้องการพักผ่อน เราต้องการอิสระภาพทางสังคม ทางความคิด

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานทางธรรมชาติมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา
แต่สิ่งเหล่านี้ ถูกกฎ ถูกกรอบ ที่มนุษย์ด้วยกันเองที่แข็งแรงกว่า พวกมากกว่า 
สร้างมันขึ้นมาทำลายลงไป

ชีวิตมนุษย์เราเวลานี้ตั้งแต่ลืมตาอ้าปาก ก็ถูกกฎเหล็กเหล่านี้พันธนาการ
 ตั้งแต่เกิด จนถึงวันตาย
เราไม่มีอิสระว่าเราจะใช้ชีวิตเช่นไร เราไม่มีอิสระที่จะเลือกรัก ชอบ อยู่กินกับใครก็ได้ตามใจเรา

เราถูกกติกาทางสังคมตีกรอบเอาไว้เสียสิ้นว่าเราจะอยู่กิน รักชอบ ใครได้บ้าง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่หนึ่งชีวิตเรา จะรักชอบอยู่แต่ใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว 

วันหนึ่งถ้าเราเจอคนที่ใช่ แต่กฎของสังคมก็เป็นกำแพงมากั้นเรา
เขาอ้างว่า กฎนี้ ช่วยให้คนเป็นระเบียบ เป็นแบบแผน ทำให้คนต่างจากสัตว์ แต่มันก็ทำให้เราถูกกักกันไม่ต่างอะไรจากสัตว์ หรือแย่กว่าเสียด้วยซ้ำ

เราไม่เคยได้บงการชีวิตของเราเองด้วยซ้ำ
ถ้าเราแต่งงาน จะกิน จะฟังเพลง จะดูหนัง จะเปิดโทรทัศน์ 
จะเที่ยว เราก็ต้องถามคนรอบข้างเราก่อน
ทำไมมนุษย์ ไม่แสวงหาความสุขใส่ตัว ในช่วงเวลาที่มีชีวิตที่แสนสั้นนี้

มนุษย์ใช้เวลาในการเติบโตมากมายหลายปี กว่าที่เราจะรับผิดชอบตัวเองได้ บางคน 30 ปีแล้วก็ยังหาตัวเองไม่เจอ เพราะมัวติดอยู่กับ การดูแลจากพ่อแม่ จนทำอะไรไม่ได้ และสูญเสียความสามารถในการเข้าสังคมไป ครั้นพอจะรับผิดชอบ หรือเห็นทาง 
ร่างกายเราก็แก่หง่อม หมดเวลาเสียแล้ว

หลายคนอยากบินไปเหมือนนก เร่ร่อน โผผิน บินไป ทุกที่ทุกทางที่อยากจะไป ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า กับเวลาที่มีอยู่ ตักตวงทุกความสุขใส่ตัว ที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ให้เต็มที่ ก่อนจะหลับตาลาโลกไป

อยากน้อยเราก็สามารถพูดได้ว่า เกิดมาชาตินี้ ใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้ว และทิ้งความทรงจำดีๆไว้บนโลกที่สวยงามใบนี้ ให้คนรุ่นต่อไป ได้เดินตามอย่างเราบ้าง ก็เท่านั้น ก่อนลาจากกันไป


เรามีสิ่งที่ดีสวยงามอยู่ข้างตัวแล้ว จงมองหา และอยู่กับมันอย่างมีความสุข




เสรีภาพในการดำเนินชีวิตย่อมเป็นของเราและเราควรกำหนดเอง


 ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีแบบแผนขั้นตอนที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะตัวแล้ว


ธรรมชาติสร้างกฎเกณฑ์มาให้เรามากพอแล้ว ทำไมเราต้องสร้างกฎอะไรขึ้นมาอีกมากมาย


มีที่มากมายให้เราหาความสุข


สงบเงียบเรียบง่าย ตายตามเวลา


อะไรกั้นเราไว้

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความในใจ



มิตรทั้งหลาย

เวลาผมหยิบปากกาขึ้นมา เขียนกลอน เขียนเพลง เขียนบทวิเคราะห์ หรืออื่นๆ
ผมไม่ได้เขียน เพราะผมอยากจะเป็นนักเขียน ไม่ได้เขียนเพราะอยากเป็นนักกวี ไม่ได้เขียนเพราะอยากเป็นนักวิเคราะห์ หรือนักแต่งเพลงแต่อย่างใด

ผมเขียนเพราะผมต้องการะบายสิ่งที่ผมมีอยู่ในใจ มีอยู่ในสมอง ระบายออกมาทางงานเขียนรูปแบบต่างๆ ผมเขียนจากสิ่งที่ผมรู้ ผมเห็น และผมกำลังคิด มันเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เราได้ไปโน่นมานี่ พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ทำให้เราได้รู้ได้เห็น

และบางครั้งมันก็เกิดจากจินตนาการของผม เป็นจินตนาการ ต่อยอดจากสิ่งที่เห็น คือสมองเราคิดต่อจากสิ่งที่เราเห็น บางครั้งเราก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นอารมณ์ช่วงเวลานั้นๆจริงที่เราบันทึกเอาไว้

เรารู้ว่าบางส่วนบางสิ่งบางถ้อยคำ มันไม่สมบูรณ์ แต่ผมก็ไม่กลับไปปรับไปแก้ตรงนั้น เพราะมันเป็นคนละอารมณ์กัน ถ้าเราแก้ มันก็จะเขวไปตามอารมณ์ใหม่

เช่นเดียวกันจะให้ผมนั่งปั้นอารมณ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อกลับไปเขียนให้เมือนเก่าผมก็ทำไม่ได้ เพราะมันผ่านมาแล้ว สิ่งที่ผมคิดเมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะผ่านไป ถ้าไม่ได้บันทึกไว้ มันก็จะผ่านไปเปล่าๆ
นี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ผมนำมาเขียนมาบันทึกไว้

ผมโชคดีตรงที่สวรรค์ให้พรมา หรือพรสวรรค์ พรสวรรค์คือสิ่งที่เรามีอยู่และเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ได้เรียนรู้มาโดยตรง มันเกิดขึ้นเอง เช่นการเขียนบทกวี เรื่องราว บรรยายภาพที่เราเห็นในแบบของเรา มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้หรอกว่ามันคืองานเขียนงานประพันธ์แบบไหน

แต่เมื่อเวลาผ่านมาเรามีโอกาสได้เรียนรู้ จึงนำงานนั้นมาดูเปรียบเทียบกันว่าที่แท้งานที่เราเขียนเป็นงานประเภทไหน เราจึงแยกงานประพันธ์แต่ละประเภทออกได้ชัดเจน ว่าอย่างไหนคืออะไร

ดังนั้นทุกเรื่องราวที่ผมเขียนส่วนใหญ่มันก็เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของผมนี่เอง มีส่วนที่เป็นชีวิตจริงเป็นหลัก
มีสิ่งที่เห็นมาหรือประสบการณ์ มีความคิดเห็น มีจินตนาการ มีความต้องการแฝงอยู่ในนั้น

ผมไม่ต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้จากมัน แต่ผมไม่อยากให้มันผ่านไปโดยที่ไม่มีการเก็บบันทึกเอาไว้ และผมไม่สนใจว่าใครจะเรียกเราว่าอะไร เพียงแต่เรารู้ตัวเราเองว่า เราทำอะไร เท่านั้นก็พอ





วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แก้ผัวไม่อยู่บ้าน








นางแพน แต่งงานอยู่กินกับนายดีมาหลายปี จนมีลูกเต้าด้วยกัน 3 คน

ระยะหลังนางแพนสังเกตว่า นายดีสามีตัวเองเปลี่ยนไป

เลิกงานมา ก็ชอบแต่งตัวหนีออกจากบ้านไปเที่ยวจนดึกดื่น

กลับเช้าก็มี หรือบางครั้งก็ไม่กลับเลยก็มี

จนนางแพนคิดว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ สามีของตนคงไปมีเมียน้อยเป็นแน่

จึงไปปรึกษาเพื่อน ที่ครั้งหนึ่งครอบครัวเขาก็เคยมีสภาพอย่างนี้มาก่อน

และกลับมารักกันดังเดิมได้


เพื่อนของนางแพน

แนะนำให้ไปหาหลวงพ่อ ที่วัดที่เธอเคยไปมาก่อน

นางแพนได้ฟังดังนั้น

วันรุ่งขึ้นนางแพนจึงได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด

ตามที่เพื่อนแนะนำมา

เมื่อไปถึงนางแพนยังไม่ทันได้เล่าความขานไขแต่อย่างใด

หลวงพ่อก็พูดขึ้นว่า

ปัญหาสามีหนีออกจากบ้านใช่ไหมโยม หลวงพ่อถาม

นางแพนตอบ เจ้าค่ะหลวงพ่อ ท่านทราบได้ยังไงคะ


ปัญหาผัวๆเมียๆเป็นปัญหาโลกแตกน่ะโยม

จากนั้นนางแพนก็พูดขึ้นว่า ดิฉันอยากจะมาขอของดีจากท่านเจ้าค่ะ

ได้ข่าวว่าท่านมีของดีช่วยให้ครอบครัวแตกแยกกลับมาคืนดีกันมากแล้ว

หลวงพ่อช่วยโปรดดิฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ นางแพนแจ้งความประสงค์



จากนั้นหลวงพ่อก็สั่งให้เด็กวัดนำขวดไปเปิดน้ำจากก๊อกมาให้นางแพนขวดนึง

พร้อมกับพูดว่า

นี่แหละคือของดีที่อาตมามี และแจกจ่ายให้ญาติโยมที่มีปัญหาเดียวกันนี้มามากแล้ว หลวงพ่อกล่าว


แต่นี่มันน้ำก๊อกนี่เจ้าคะหลวงพ่อ นางแพนลังเล

มันก็ใช่ถ้าโยมคิดอย่างนั้น

ก็ให้โยมคิดเสียว่านี่เป็นนำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากอาตมา

ถ้าโยมคิดว่าเป็นน้ำก๊อกมันก็อาจไม่ศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อสำทับลงไป


แล้วใช้ยังไงล่ะเจ้าคะท่าน นางแพนถาม

ก็ไม่ยากหรอกโยม

โยมรู้ใช่ไหมว่าสามีโยมจะกลับบ้านเวลาไหน หลวงพ่อถาม

รู้เจ้าค่ะนางแพนตอบ

ก็ดีแล้ว

ให้โยมเทน้ำนี้อมไว้ในปากไม่ว่าสามีของโยมจะพูดอะไร

โยมก็ห้ามกลืนน้ำนี้เด็ดขาดมิเช่นนั้นจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

ให้โยมอมน้ำในขวดนี้ทุกครั้งที่สามีกลับมา และอยู่บ้าน

เวลาสามีพูดอะไรก็ให้ทำหน้ายิ้มๆเอาไว้ก็พอ

น้ำขวดนี้คงพอใช้ได้ซักอาทิตย์นึง

พอพ้นอาทิตย์นึงไปแล้วโยมจะเห็นผล

แล้วค่อยพาสามีมาหาอาตมา หลวงพ่อสั่งกำชับ


เมื่อเข้าใจแล้วนางแพนก็กราบนมัสการลาหลวงพ่อกลับบ้าน

พอได้เวลาสามีจะกลับบ้าน นางแพนก็เทน้ำออกมาอมไว้ในปากตามที่หลวงพ่อสั่งทุกอย่าง

พอสามีก้าวขาขึ้นบ้านนางแพนก็ทำสีหน้ายิ้มแย้มตามหลวงพ่อแนะนำไว้

แล้วจัดแจงข้าวปลา หาน้ำหาท่ามาต้อนรับสามีทุกวัน

ฝ่ายนายดีผู้สามีก้เห็นความเปลี่ยนแปลงของภรรยาตนเองดีขึ้น

ไม่ด่ากราดเหมือนทุกครั้งที่เห็นหน้า

ไม่ชวนทะเลาะไม่ชวนหาเรื่องเหมือนเช่นทุกวัน

นายดีเองก็พอใจที่ภรรยาของตนเองกลับมาเหมือนคนเดิมที่เคยรักกันมา

เขารู้สึกว่าได้ภรรยาคนเก่าของตัวเองกลับมาอีกครั้ง

นายดีก็ไม่ออกไปเที่ยวนอกบ้าน

จนแม้มีเพื่อนมาชวนถึงบ้านนายดีก็ไม่ยอมจากไป

นางแพนทำเช่นนี้จนครบเจ็ดวัน

สายสัมพันธ์ของคนทั้งสองเริ่มกลับมาแนบแน่นอีกครั้ง

ลูกเต้าทั้งสามคนต่างมีความสุขที่เห็นพ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน

ทำให้บ้านเป็นวิมาน เป็นสวรรค์ ไปที่ที่อบอุ่นปลอดภัยที่สุด

ลูกทั้งสามคนก็ได้เข้าไปกราบแม่พ่อเพื่อขอบคุณที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข


เมื่ออยู่สองต่อสองนางแพนก็บอกสามีว่าต้องกราบขอบพระคุณน้ำมนต์หลวงพ่อ

ที่ทำให้ครอบครัวเรากลับมามีความสุขอีกครั้ง

และนัดสามีจะพาไปกราบหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น


รุ่งขึ้นตามนัดนางแพนและครอบครัวก็พากันไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด

เมื่อเข้าไปถึงนางแพนก็ก้มกราบหลวงพ่อแล้วพูดขึ้นว่า

ดิฉันกราบขอบพระคุณท่านเจ้าค่ะที่ให้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์กับดิฉันไปจนมีวันนี้


หลวงพ่อก็กล่าวขึ้นว่า โยมต้องขอบคุณตัวโยมเอง ที่มีความอดทน มีความเพียร

รู้จักสงบปากสงบคำของตัวเองได้ ตั้ง 7 วันจนทำให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น

น้ำนั้นเป็นเพียงน้ำก๊อกอย่างโยมว่านั่นแหละ แต่เวลาที่โยมอมไว้ในปาก และที่อาตมา

ไม่ให้โยมกลืนหรือคลายออกก็เพราะเพื่อต้องการสงบปากสงบคำของโยมนั่นเอง

เมื่อครอบครัวของโยมกลับมาเหมือนเดิมแล้วคราวนี้ก็อยู่ที่พวกโยมนั่นเองว่าจะรักษา

ความสุขนี้เอาไว้หรือว่าจะทำลายมันลงก็อยู่ที่โยมแล้วล่ะ


นางแพนได้ฟังจึงก้มลงกราบเพื่อขอบคุณหลวงพ่อ ที่ใช้วิธีชี้ทางให้เธอ

ได้กลับมาสู่สติได้อีกครั้งและเธอสัญญาว่าจะไม่ให้ความเลวร้ายจากปากเธอกลับมาทำลายครอบครัวของเธออีกแล้ว


กังวาล ทองเนตร


วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มนุษย์


มนุษย์ 



สารพัน แต่ละวัน ชีวิตคน

สาละวน วุ่นวาย น่าหน่ายนัก

สารพัด สารเพ เรื่องเบาหนัก

เรื่องอกหัก หลักร้าว หรือเหงาใจ

สารพัน ปัญหา มารุมเร้า

สารพัด เรื่องเศร้า เราหมองไหม้

สารพัน ปัญหา ถาโถมใจ

เหมือนดั่งไฟ สุมไหม้ ในใจเรา

มนุษย์เรา เกิดมา ก็เท่านี้

สุขก็มี ทุกข์ก็มี คดีเก่า

มีชีวิต มีปัญหา มานานเนา

อย่าเก็บเอา มาเป็น เรื่องบั่นใจ

ไม่มีใคร ไม่เคย มีปัญหา

ทุกชีวิต เกิดมา หาเลี่ยงได้

จะรวยล้น จนกรอบ สักเท่าใด

อยู่ค้ำฟ้า ไปได้ หาไม่มี



สิ้นหวัง สายัณห์ สัญญา ขับร้อง น้องก้องทำ