วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นี่แหละชีวิต



มนุษย์เราทุกคนเกิดมา ล้วนมีความฝันเป็นของตัวเอง
 ทุกคนมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม สภาพแวดล้อมที่คนคนนั้นอยู่อาศัยและเติบโตมา
 เช่น ถ้าเราเติบโตมาในสภาพสังคมครอบครัวเรา มีแต่คนป่วย คนไข้ 
ชีวิตครอบครัวเรา เห็นความยากลำบาก ทุกข์ทนอยู่กับการเจ็บป่วยไข้
 เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า เราอยากโตมาเป็นหมอ เป็นพยาบาล


แต่ถ้าเราเติบดตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม
 เจอแต่ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า 
อยากเป็นตำรวจ  
หรือถ้าคนในครอบครัวเราถูกข่มเหงรังแกโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
 เราก็อาจวาดฝันไว้ว่า โตมาอยากเป็น ทนายความ เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา



ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของความฝัน ของชีวิตที่เราแต่ละคนอาจเคยวาดฝันเอาไว้
 และเราต้องยอมรับความจริงว่า สภาพแวดล้อม
 สภาพสังคม มักจะมีอิทธิพลต่อความคิดเราเป็นอย่างมาก
 ในการนี้อาจรวมไปถึงคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ของเราด้วย



แล้วถ้าอย่างนั้น หลายคนอาจถามกลับว่า
 แล้วความฝันจริงๆของเราล่ะ เป็นอย่างไร 
ความฝันจริงๆ แท้ๆของเรา ที่ไม่มีอิทธิจากภายนอก หรือผู้อื่นมากำหนด
เป็นอย่างไรกันแน่

เมื่อเอาเข้าจริง เราก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า 
มนุษย์เรานั้นมีน้อยมาก ที่ได้ใช้ชีวิต อย่างอิสระ เสรี
 โดยไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลทางความคิด หรือ กฎ หรือกรอบของผู้อื่น
 มีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย


แม้แต่ชีวิตการแต่งงาน การเลือกคู่ 
ที่จะต้องหาคนมาอยู่กับเราจนวันตาย เรายังไม่มีอิสระในการเลือกอย่างเต็มที่เลย
 เพราะสุดท้ายการตัดสินใจขั้นสูงสุดก็มักจะเป็นครอบครัวหรือพ่อแม่อยู่ดี
 แม้มีครอบครัวแล้ว มีลูกเกิดมา ลูกของเราแท้ๆ 
ยังต้องพึ่งพาคนอื่น ในการตั้งชื่อให้เสียด้วยซ้ำ



จะเห็นได้ว่าตลอดชีวิตเรา อยู่ใต้กฎ ใต้กรอบ จนวันตาย 
กฎ และกรอบ เหล่านี้ เป็นเหมือน โซ่ตรวน เป็นพันธนาการ เป็นกำแพงเหล็ก 
ที่มนุษย์เรานี่เอง สร้างมันขึ้นมา เพื่อกักขังตัวเอง  
ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิต ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ 
ตามที่ควรจะเป็น แต่ถูกกรอบความคิดของผู้อื่น มากดทับไว้ ตลอดเวลา



เมื่อเราถูกกดทับด้วยความคิดผู้อื่นมากเข้า
 ธรรมชาติของมนุษย์ ก็พยายาม ดิ้นรน เพื่อจะให้หลุดพ้น การจองจำนั้น 
หรือที่เรียกว่า ฉีกกฎ เพื่อปลดปล่อยตัวเอง ออกจาก พันธนาการนั้น 
แต่เราก็ไปได้ไม่ไกล เพราะสังคมทั่วไป มันเต็มไปด้วยกฎ 
และทุกคน จำยอม หรือยอมศิโรราบ อยู่ใต้มันไปเสียแล้ว



ดังนั้นเราจึงไม่มีทางเลี่ยงอื่นไปได้เลย 
นอกจาก เดินกลับมา อยู่ภายใต้มันด้วยอีกคน เช่นเดิม 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตมนุษย์ภายใต้ พันธนาการ 
จึงมีเส้นวงโคจรในแต่ละคน เป็นของตัวเอง



ในหนึ่งวัน วงโคจรชีวิตของเราจึงมักจะเป็นดังนี้



ตื่นเช้า ออกจากบ้าน ไปที่ทำงาน  ออกจากที่ทำงาน ก็กลับบ้าน  
สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน เพื่อเก็บเงินนั้นไว้ไปซื้อหา ไปแลกเป็นอาหาร
 ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ายารักษาโรค
 เส้นวงโคจรชีวิตเรา มันวนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้
 วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า จากเส้นผมบนหัวสีดำ ก็กลายเป็นสีดอกเลา
 และสีขาวในที่สุด แต่เส้นโคจรของเราก็ยังคงเป็นเช่นนี้



เราสูญเสียวิถีชีวิต ตามที่ควรจะเป็น 
เราสูญเสียการใช้ชีวิต ปฏิสัมพันธ์ กับสังคมรอบข้างตามที่ควรจะเป็น
 เราถูกผู้อื่นขีดเส้นให้เดิน ตั้งแต่ เรียน ทำงาน แล้วก็ แก่ เจ็บป่วยไข้
 เราทำงานอย่างหนัก ในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายทรุดโทรม
 แล้วก็นำเงินนั้นมารักษาตัวเอง 
บางคนแทบไม่มีโอกาส ได้หลุดจากกรอบนี้ไปได้เลย
จน วาระสุดท้ายของชีวิต เราทำเพื่ออะไร



มันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือไม่
 มันเป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็นจริงๆหรือไม่
 เส้นวงโคจรชีวิตนี้ มันเป็นสิ่งที่เราเลือก หรือคนอื่นเลือกให้เรากันแน่
 เราทำงานให้คนอื่น ตั้งแต่เรียนจบจนแก่ชรา 
ออกจากบ้าน 6-7 โมงเช้า เพื่อเข้างานให้ทัน 8 โมงเช้า
 และเลิก 5 โมงเย็น กว่าจะถึงบ้าน ก็ 1 - 2 ทุ่ม ในแต่ละวัน



เราเคยถามไหมว่าทำไมเราทุ่มเทมันขนาดนั้น
 ทำไมเราเอาชีวิตไปทิ้งขนาดนั้น 
ถ้า.. ถ้ากลับกัน ถ้าเราทำอะไรเป็นของตนเองบ้าง
 และทุ่เทให้มัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็นบ้างล่ะ
 ทำเหมือนที่เราทุ่มเทให้คนอื่นดูบ้าง 
ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ 
ชีวิตเราจะสบายกว่าที่เป็นอยู่นี้หรือไม่



ถ้าคิดแบบแหกกฎ ก็ต้องบอกว่า 
นั่นเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิต
 เปลี่ยนแปลงสังคม 
แต่ถ้าคิดแบบคนอยู่ใต้อาณัติแห่งกฎ
 ก็ต้องบอกว่าไม่ได้หรอก
 เพราะเราไม่มีความสามารถ ตรงนั้นแล้ว 
เราสูญเสียความสามารถนั้นไปแล้ว
 เพราะเราถูกเบี่ยงเบนวิถีชีวิตความเป็นคน  มานานเกินไป
 จนเราสูญเสียทักษะนั้นไปหมดแล้ว 
เราถูกสอนให้เรียนให้ดี เรียนให้จบ แล้วก็เอาตัวไปเป็นลูกน้องเขา
 ไปสิงสถิตย์ในโรงงาน ในออฟฟิศ 
ทำงานแลกเงินเพียงเล็กน้อย สร้างความมั่งคั่งให้เขา 
มานานเกินที่เราจะกลับไปตรงนั้นได้
 มันจึงเป็นวิถีชีวิตของเราไปแล้ว และยอมรับมันเพราะนี่แหละชีวิต


ปรัชญาชีวิต แง่คิด มุมมองจาก กังวาล ทองเนตร


เพลงหนุ่ม 3 ฤดู คำร้อง ทำนองโดย กังวาล ทองเนตร
กังวาลทองเนตร ขับร้อง (ไกด์ไลน์ ) ลิขสิขสิทธิ์เพลงของ กังวาล ทองเนตร



วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทุกหยดน้ำตาไม่เคยไหลออกมาเอง



ว่ากันว่ามนุษย์เราทุกคนบนโลกนี้ ตั้งแต่ตกออกมาจากท้องแม่ 
สิ่งเดียวที่คนเราสามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการเรียนรู้
นั่นก็คือ การร้องไห้

มนุษย์เรา ร้องไห้เป็นกันตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาออกมาดูโลก
จะร้องไห้เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์หรืออะไร ก็ไม่ทราบได้ ต้องไปถามหมอกันเอง

แต่ที่เห็นมาตลอดชีวิตก็คือ 
ทุกหยดน้ำตา ไม่เคยไหลออกมาเอง โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น
ไม่ว่าจะเป็น ดีใจ เสียใจ ทุกข์ใจ เจ็บปวด หรือแม้แต่เศษผงเข้าตา
ทุกหยดของน้ำตา ที่มันไหลออกมานองหน้า 
มันจึงมีความหมาย ในตัวของมันเองเสมอ
มีเหตุผล โดยตัวของมันเองเสมอ

ไม่ว่าเราจะเคยถูกคนอื่นเรียกว่า ไอ้ขี้แย ยัยขี้แย หรือพวกบ่อน้ำตาตื้น
 หรือจะเป็นพวกบ่อน้ำตาลึก พวกเสือยิ้มยาก ทั้งหลาย ไม่มีเลยซักคน ที่ไม่เคยเสียน้ำตา

บางครั้ง คนเรามักใช้น้ำตาเป็นตัวชี้วัด ความเข้มแข็งของจิตใจ หรือความอ่อนแอของจิตใจ
บางคนก็บอกว่า การร้องไห้ เป็นการระบาย ความเก็บกด ความอัดอั้นที่อยู่ในใจให้ออกมา
เพื่อที่ร่างกายจะได้ปลดปล่อย และผ่อนคลายลง

เมื่อการร้องไห้ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำเป็นมาแต่เกิด 
ก็จงอย่าอายที่จะร้องไห้ เสียน้ำตา
แต่หลังจากเสียน้ำตาแล้ว ให้ตรองหาเหตุหาผลที่ทำให้เราเสียน้ำตาทุกครั้ง
 ให้เห็นเป็นประจักษ์ ว่ามันเกิดขึ้นจากสิ่งใด แล้วหาข้อแก้ไข
 เพราะทุกครั้งที่ หยาดน้ำตาร่วงหล่นออกมา 
เป็นสัญญาณ ที่ร่างกายของเรา ส่งออกมาให้เรารู้นั่นเอง 
ว่าขณะนี้มีอะไรมากระทบกับจิตใจ ร่างกาย หรือความรู้สึกของเรานั่นเอง

น้ำตาแก้ปัญหาไม่ได้ 
แต่น้ำตา คือสัญญาณเตือนภัยจากสมอง หรือระบบควบคุมของร่างกาย
ให้เรา เรียนรู้สัญญาณนี้ให้ดี เพื่อที่จะได้รับมือกับมันได้
 เพราะ ทุกหยดของน้ำตา มันไม่เคยไหลออกมาเอง โดยที่ไม่มีเหตุผล



หยาดน้ำค้างหยดน้ำตา -สายัณห์ สัญญา ขับร้อง






วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

นรกแตก


ตาสีชายแก่ขี้เหล้า 
วันๆนอกจากกินเหล้าแล้วแกไม่ทำอะไร
ตาสีกินเหล้าเมามายจนครองสติไม่ได้ในแต่ละวัน
จนลูกเมีย ญาติพี่น้องอับอาย ไม่อยากนับญาติด้วย

จากการที่ตาสีกินเหล้าอย่างหนักบวกกับวัยของแก
ทำให้ตาสีล้มป่วยลง

แม้ครอบครัวจะไม่ชอบหน้าตาสีนักก็ตาม
แต่สายสัมพันธ์ก็ยังไม่ขาดวิ่นเสียทีเดียว
วันหนึ่ง ยายนวล ภรรยาของตาสี ได้บอกให้ลุกสาวลูกชาย
ไปพาตาสีมาดูแลที่บ้าน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้เป็นบุพการี

พอตาสีมาอยู่ในดูแลของลูกเมียร่วมชายคาบ้าน
แกก็มีอาการดีขึ้น
ทันทีที่ตาสีลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าลูกเมีย
คำแรกที่แกพูดกับลูกเมียก็คือ

ข้าไม่ได้กินเหล้ามาหลายวันแล้ว
ข้ารู้ตัวข้าดีว่ายังไงเสีย ข้าก็คงไม่รอดเป็นแน่
แต่ก่อนที่ข้าจะตาย ข้าขอสั่งเสียพวกแกเป็นครั้งสุดท้าย
ถือว่านี่เป็นการทดแทนบุญคุณพ่อผู้ให้กำเนิดเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

ลูกเมียตาสีมองหน้ากัน แล้วก็ตกปากรับคำ

ตาสีแข็งใจพูดสั่งลูกเมียว่า
ทันทีที่ข้าตายไป
ให้เผาศพข้าตามประเพณี แบบง่ายๆก็พอ
สิ่งของที่ข้าอยากนำติดตัวไปคือ ขวานเล่มเก่งของข้า
ให้นำใส่โลงส่งไปให้ข้า

สิ่งของที่ต้องทำทานไปหาข้า ไม่ต้องมีข้าวมีปลา
ข้าจะไปหาเอาข้างหน้า ข้าขอแค่ เหล้าซัก 3 ลัง ทำบุญส่งไปให้ข้าได้หรือไม่
ลูกเมียตาสีก็ตกลงยินยอมพร้อมใจตามคำขอครั้งสุดท้ายนั้น
พอตกดึก ตาสีก็สิ้นลม จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

ฝ่ายลูกและเมียก็จัดแจงตามคำของของตาสีทุกอย่าง
จนเสร็จสิ้นไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด


วิญญาณของตาสี ก็หนีไม่พ้นบ่วงบาปกรรมที่เคยทำเมื่อครั้งมีชีวิต
ทันทีที่ตาสีรู้ตัวว่าได้ตายแล้วแกก็มองรอบข้างแก
เห็นสิ่งของตามที่แกสั่งเสียเอาไว้กับลูกเมียครบทุกอย่าง

ว่าแล้วแกก็ยกขวดเหล้าขึ้นมาดวดจนเมาได้ที่
พลันตาของแกก็เหลือบไปเห็นชายร่างกรำยำล่ำสัน
นุ่งผ้าแดง ถืออาวุธมายืนที่เบื้องหน้าของแก

ตาสีจึงร้องถามไปว่า
นี่พวกแกคงจะเป็นยมฑูตสินะ ใช่ไหม
นี่พวกแกคงจะมารับฉันไปนรกใช่ไหมเล่า

รู้ตัวก็ดีแล้ว ตามพวกข้าไปรับโทษทัณฑ์เสียดีๆ ชายสองคนกล่าวขึ้น
เดี๋ยวก่อนซิไอ้น้อง ตาสีร้องขอ

ก่อนไปนรกอเวจี ขอข้าดื่มให้หนำใจซักหน่อยได้ไหมเล่า
พูดไม่ขาดคำตาสีก็ยกขวดเหล้ากรอกปากอย่างบ้าคลั่ง
แถมแกยังส่งขวดเหล้าให้ยมฑูตทั้งสอง และเรียกร้อง
ชวนเชิญให้ดื่มกับแกซักหน่อย

ยมฑูตบอกว่า พวกข้ามีหน้าที่มีจับตัวแกไปรับโทษ ไม่ใช่มาดื่มกับแก
ตาสีก็พูดว่า  ข้าก็ยังไม่ได้บอกซักคำนี่ว่าข้าจะไม่ไปกับพวกแก

แต่พวกแกลองมองดูนี่สิ ข้ามีเหล้าตั้ง 3 ลังที่ลูกเมียข้าส่งมาให้
จะทิ้งไปหรือก็เสียดาย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราก็มาตั้งวงดื่มกันซักหน่อย
คงไม่เป็นไรกระมัง พอเหล้าหมดซักลังค่อยไปกัน

ในที่สุด ยมฑูตทั้งสองก็ทนแรงตื้อของตาสีไม่ไหว ก็จำยอมรับขวดเหล้า
จากมือตาสีมาดื่มกิน จนฤทธิ์แอลกอฮอล์ได้ที่ ครองสติไม่อยู่

นี่ถ้ามีขอแกล้มเหล้าก็คงดีกว่านี้นะไอ้น้อง ตาสีกล่าว
ที่นรกไงมีของแกล้มเหล้าเยอะแยะมากมายเลย ยมฑูตตอบ
ไม่ได้ไม่ ตาสีโบกมือปัดบอกยมฑูต

ทำไมวะลุง ก็ที่นั่นมีของแกล้มเหล้าเยอะจริงๆ ยมฑูตบอก
แต่แกลืมไปสิว่าที่นั่นมีท่านยมบาล ผู้ครองนรกปกครองอยู่
ท่านยมบาล คงไม่อนุญาตให้เรานำเหล้าเข้าไปกินที่นั่นหรอก ตาสีแจ้งความในใจ

ไม่เป็นไรน่ะลุง เดี๋ยวฉันสองคนจะเป็นคนจัดการเอง
ว่าแต่เราอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบช่วยกันแบกเหล้าและขวานลุงไปนรกกันเถอะ ยมฑูตชวน

จากนั้นยมฑูตทั้งสองสภาพครองสติไม่ได้ กับตาสีชายขี้เหล้า
ก็ช่วยกันแบกเหล้าถือของตรงไปที่นรก

พอไปถึงนรก ยมบาลเห็นสภาพยมฑูตทั้งสองจึงเรียกเข้ามาถาม
แต่ไม่ทันจะได้ถามยมฑูตทั้งสองก็ส่งขวดเหล้าให้ท่านยมบาล
พร้อมกับพูดว่า ท่านพญายม ก่อนที่ท่านจะสอบสวนเอาความข้าน้อยทั้งสอง
ก็ขอให้ท่านได้ดื่มน้ำทิพย์นี้เสียก่อนเถิด

น้ำในขวดนี้มันอัศจรรย์นัก แม้ดื่มเพียงน้อย 
แต่มันก็ทำให้เราใจลอยหนีออกจากความทุกข์ความเศร้าได้ทั้งปวง
ท่านลองดื่มซักหน่อยเถิดครับ นี่เป็นของดีที่ข้าน้อยทั้งสองนำมามอบให้ท่าน

ด้วยความอยากรู้อยากลองและทนแรงรบเร้าไม่ไหว 
ท่านยมบาลก็หยิบขวดเหล้ามาดวด
ขวดหนึ่งผ่านไปขวดสองตามมาจนขาดสติ

จากนั้นยมบาลก็สั่งให้ลูกน้องไปจับเอานกปากเหล็ก มาทำเป็นกับแกล้ม
ยมฑูตทั้งสองก็พูดขึ้นว่า เราไม่มีหม้อมาทำ ต้มยำทำแกงนะขอรับท่าน

เฮ้ย กระทะทองแดง นรกเราใบออกตั้งใหญ่ ใช้มีดใช้ขวานไปสับมาซักหน่อย
พอทำหม้อทำชามได้น่ะ ยมบาลกล่าว

จากนั้นตาสีก็ใช้ขวานที่นำมา ไปสับกระทะทองแดงจนฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เพื่อจะนำบางส่วนมาเป็นหม้อ เป็นชาม

จากนั้นตาสีก็ร้องบอกพญายมว่า ฟืนของเราคงไม่พอนะครับท่าน
เฮ้ยอะไรวะ ต้นงิ้วเรามีมากมาย แกก็โค่นมันเอามาทำฟืนสิวะไอ้เซ่อ ยมบาลร้องสั่ง

ได้ยินดังนั้นตาสีก็ใช้ขวานจามต้นงิ้ว โค่นลงต้นแล้วต้นเล่าจนหมดนรก
และฆ่านกปากเหล็ก ฆ่าหมานรกทั้งหลาย ทำเป็นกับแกล้มกินกัน

เมื่อเมาได้ที่ผีสุราเข้าสิง ท่านยมบาลก็สั่งให้คนบาปที่นรกมาร้องเพลง เต้นรำขับกล่อม
จนนรกในคืนวันนี้กลายเป็นงานเลี้ยงใหญ่ ทุกคนเมามายจนหลับไหลไปในที่สุด

เช้าวันใหม่เมื่อได้สติ พญายมลืมตาขึ้นมาเห็นสภาพ ของนรกแหลกละเอียดหมดสภาพนรก
ทั้งกระทะทองแดงก็แตกละเอียดใช้งานไม่ได้ ต้นงิ้วที่มีมากมายและเคยใช้เป็นที่ทำโทษคนบาป ก็ถูกโค่นลงจนเหลือแต่ตอ ซ้ำหมา นกปากเหล็ก พนักงาน เจ้าหน้าที่ในนรกก็ไม่มีสภาพ เป็นที่ยำเกรงอีกต่อไป

พญายมบาล มองไปที่ตาสีที่กำลังหลับไหลอยู่ มองไปที่ขวดเหล้าที่ทิ้งเกลื่อนพื้น
ก็ได้แต่ถอนหายใจ พร้อมกับบ่นพรึมพรำว่า

ต่อไปใครจะกลัวนรกของข้าอีก เพราะน้ำทิพย์ไม่กี่ขวด ทำให้ข้าต้องสูญเสียนรกไป
ต่อไปนี้ข้าคงไม่มีหน้าไปมองหน้าใคร หรือปกครองใครให้อับอายอีกต่อไป นรกแตกเพราะเหล้าแท้ๆ


ลุงดีขี้เมา

กังวาล ทองเนตร










วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ชีวิตคือการเดินทาง


ชีวิตคือการเดินทาง


ทุกวินาทีที่ผ่านเข้ามา มีหลายคนที่กำลังออกเดินทาง หลายคนกำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง

แต่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะได้ไปถึงเป้าหมาย หลายคนก็เจออุปสรรค ท้อถอย หรือถอดใจ

หรือแม้แต่ จบชีวิต ระหว่างการเดินทาง


ชีวิตเราหากดูเผินๆเสมือนหนึ่งว่าเราได้เดินก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้าพิจารณาให้ดี เราเดินย้อนกลับไปยังจุดที่เราเดินมานั่นเอง มนุษย์เราตั้งแต่ลืมตาดูโลก เราก็เริ่มเดินทางไกลแล้ว เดินย้อนกลับไปยังที่ที่เราเดินมา การเดินทางของมนุษย์เรา เริ่มมาจากตัวเปล่า หลายคนมาสร้าง มาสั่งสม ทรัพย์นอกกาย แต่ในที่สุดแล้วเราก็กลับไปตัวเปล่ายังที่ที่เราจากมา


บางคนได้กรรมดี บางคนได้กรรมชั่วติดตัวตามไปด้วย บางครั้งยังทิ้ง กรรมดี กรรมชั่วนั้น ไว้ยังเบื้องหลังอีกด้วย


จะกลัวไปใยกับการเดินทาง เพราะนี่คือกฎเกณฑ์ ชีวิตของเรา จงเดินไปช้าๆอย่างมั่นคง พิจารณาสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตเรา ให้เห็นเป็นถ่องแท้ แล้วก็เดินต่อไป


เราไม่อาจกำหนดรู้ได้หรอกว่า เป้าหมายปลายทางจะมีสิ่งใด รอเราอยู่ มีญาติสนิท มิตรสหาย มีคนที่เรารู้จักชอบพอ กำลังนั่งรอเราอยู่หรือไม่ แต่ที่สุดแล้วเราก็ต้องเดินไปให้ถึงตรงนั้น


อย่างน้อยเราก็สามารถพูดได้ว่า เราได้เดินมา จนถึงเส้นชัย การเดินทาง กับอุปสรรค กับอุบัติเหตุ เป็นสิ่งคู่กัน การเกิดอุบัติเหตุเพียงหนึ่งครั้ง อย่านำมาเป็นเหตุอ้าง ให้เราเลิกเดินทาง จนตลอดชีวิต ขอให้เราเดินไป จงเดินไปหามัน

ถึงแม้เราจะไม่ก้าวขาไปหามัน มันก็จะนำเราไปหามันในที่สุด จงอย่าหวั่นไหว จงมุ่งหน้าเดินไป แม้ปลายทางจะว่างเปล่า อย่างน้อย ก็น่าจะมีที่ให้เราได้หลับตาลงได้อย่างสงบสุขที่ปลายทาง ฝังร่างเราที่เส้นชัย

จงเดินไปอย่างทรนง จงเดินไป อย่างผู้ชนะ จงไปให้สุดทางเดิน เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ของชีวิตเรา ที่กำหนดไว้ ให้ชีวิต คือการเดินทางไกล


กังวาล ทองเนตร